Home

 

     - สมณกฤษฎีกาว่าด้วยงานแพร่ธรรม

     - ประกาศพระวรสารในโลกปัจจุบัน

     - พระสมณลิขิตเตือน
       “พระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้า”

  

 

 

     - คณะพลมารีย์

     - คณะวินเซน เดอ ปอล

     - คณะคูร์ซิลโล แห่งพระคริสตศาสนา

     - คณะเซอร่า

   - คณะแพร่ธรรมแห่งแม่พระฟาติมา

   - คณะอัศวินแห่งศีลมหาสนิท

   - คณะพระเมตตา

  

 

 

     - ข่าวคณะพลมารีย์

     - ข่าวคณะวินเซน เดอ ปอล

     - ข่าวคณะคูร์ซิลโล แห่งพระคริสตศาสนา

     - ข่าวคณะเซอร่า

     - ข่าวคณะแพร่ธรรมแห่งแม่พระฟาติมา

     - ข่าวคณะอัศวินแห่งศีลมหาสนิท

     - ข่าวคณะพระเมตตา

  

 

     - อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

     - วัดแม่พระฟาติมา

    

    

 

    

      

    

 

    

 

    

 

    

 

    

 

    
 

    

             ที่มา แผนกคริสตศาสนธรรมกรุงเทพฯ

เพลงสดุดีที่ 61คำอธิษฐานภาวนาของผู้ถูกเนรเทศ
   สดด บทนี้อาจเข้าใจได้หลายวิธี เช่นอาจเข้าใจว่าเป็นคำอธิษฐานภาวนาของกษัตริย์ซึ่งอยู่ในอันตรายจะสิ้นพระชนม์ (ข้อ 2) จึงวอนขอพระเจ้าให้ทรงช่วยให้มีสุขภาพดีและปลอดภัย "ภายใต้ร่มปีกของพระองค์" (ข้อ 4) กษัตริย์ทรงแน่พระทัยว่าประชากรกำลังภาวนาเพื่อพระองค์ด้วย จึงทรงสัญญาว่าจะทรงแก้บนที่ทรงบนบานไว้กับพระเจ้า ในฐานะคริสตชน เราทุกคนรู้ ว่าพระเจ้าทรงปกป้องเราอย่างแน่นอนในองค์พระบุตรซึ่งทรงประสงค์จะรวบรวมเราไว้ "ดังแม่ไก่กกลูกไว้ใต้ปีก" (เทียบ มธ 23:37)

เพลงสดุดีที่ 62 ความหวังในพระเจ้าเท่านั้น
   สดด บทนี้เป็นบทเพลงแสดงความวางใจต่อพระเจ้า ในภาคแรกผู้ประพันธ์แสดงความเชื่อมั่นว่าทุกสิ่งมาจากพระเจ้า ซึ่ งเราต้องมอบความวางใจไว้กับพระองค์เสมอ ในภาคที่สองผู้ประพันธ์ใช้ลีลาของวรรณกรรมแบบปรีชาญาณ แนะนำประชาชนให้มีความมั่นใจในพระเจ้าเท่านั้น มนุษย์และทรัพย์สมบัติทั้งหลายไม่อาจประกันได้ว่าเราจะมีความปลอดภัย พระเยซูเจ้าก็ทรงสอนเช่นนี้ด้วย (เทียบ ยน 2:24-25; ลก 12:22-34)

เพลงสดุดีที่ 63 โหยหาพระเจ้า
   สดด บทนี้เป็นคำภาวนาที่งดงามบทหนึ่งในพระคัมภีร์ แสดงว่ามนุษย์มีความต้องการและโหยหาพระเจ้า ผู้ประพันธ์อยาก จะอยู่ร่วมกับพระเจ้าเช่นเดียวกับพื้นดินที่แห้งผากอยากได้น้ำซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งชีวิต ผู้กล่าวบทภาวนานี้อาจเป็นชนเลวีคนหนึ่งที่เคยมีประสบการณ์ต้องอยู่ห่างจากพระเจ้าในพระวิหาร และรู้สึกว่าตนเองถูกตัดออกไปจากบ่อเกิดของชีวิต พระเยซูเจ้าซึ่งเป็นเสมือนพระวิหารใหม่ โปรดให้เราสถาปนาความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับพระบิดาได้ พระองค์ประทานพระวาจาและศีลมหาสนิทให้เรา เพื่อระงับความหิวกระหายพระเจ้าซึ่งเป็นบ่อเกิดชีวิตของเรา

เพลงสดุดีที่ 64 ขอพระเจ้าทรงลงโทษผู้ใส่ร้าย
   สดด บทนี้เป็นคำอ้อนวอนอีกบทหนึ่งของผู้ที่ต้องรับความทุกข์จากคนชั่วที่คอยรังแกคนชอบธรรม อย่างไรก็ตามผู้ประพันธ์มีความมั่นใจว่า พระเจ้าจะทรงบันดาลให้คนชั่วได้รับความทุกข์ยากที่เขาวางแผนจะให้คนชอบธรรมได้รับ แล้วทุกคนก็จะรู้ว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงควบคุมสถานการณ์ และจะได้สรรเสริญพระองค์ ในฐานะคริสตชนเราคงไม่หวัง และแน่นอนเราคงไม่ ต้องการให้พระเจ้าทรงลงโทษคนชั่วที่เบียดเบียนเราในทันที เราจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งสอนและแบบฉบับของพระเยซูเจ้า โดยให้อภัยและภาวนาสำหรับผู้ที่ทำร้ายเรา แล้วมอบทุกสิ่งไว้ให้พระเจ้าทรงจัดการเอง

เพลงสดุดีที่ 65 บทเพลงขอบพระคุณ
   ภาคแรกของ สดด บทนี้กล่าวถึงการแก้บนและสารภาพบาป จึงดูเหมือนว่าแต่เดิม สดด บทนี้ใช้ภาวนาหลังจากเกิดทุพภิ กขภัย เมื่อเกิดความกันดารอาหารประชาชนได้บนบานไว้ว่าจะถวายเครื่องบูชา ถ้าพระเจ้าโปรดให้มีฝนตก - ส่วนภาคที่สอง (ข้อ 5-13) น่าจะเป็นบทเพลงที่ใช้ในฤดูเก็บเกี่ยวพืชผลเมื่อประชากรนำข้าวที่เก็บเกี่ยวได้ครั้งแรกในปีนั้นมาถวายในเทศกาลขนมปังไร้เชื้อ งานฉลองนี้เป็นการยอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้จัดให้มีฝนในฤดูใบไม้ร่วงเพื่อจะหว่านข้าวได้ และให้มีฝนในฤดูใบไม้ผลิเพื่อทำการเก็บเกี่ยวได้ เพลงสดุดีบทนี้เป็นเครื่องเตือนใจเราได้อย่างดีว่าเราต้องไม่คิดว่าสิ่งดีๆในธรรม ชาติ เช่นฝนฟ้าตามฤดูกาลและการเก็บเกี่ยวอันอุดม เป็นเพียงปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ แต่ต้องสำนึกว่าเป็นพระพรจากพระเจ้าที่เราจะต้องขอบพระคุณอยู่เสมอ เราจึงต้องพร้อมที่แบ่งปันพระพรเหล่านี้กับพี่น้องของเราที่ขัดสนด้วย

เพลงสดุดีที่ 66 บทเพลงขอบพระคุณพระเจ้า
   ภาคแรกและภาคที่สองของ สดด บทนี้มีความแตกต่างกันมาก ภาคแรกเป็นการขอบพระคุณที่ประชากรอิสราเอลถวายแ ด่พระเจ้า ส่วนภาคที่สองเป็นคำอธิษฐานภาวนาส่วนตัวเมื่อถวายบูชาของพระคุณ ผู้รู้หลายท่านจึงคิดว่า สดด บทนี้เป็นการรวมบทเพลงสดุดีสองบทเข้าด้วยกัน  แต่บางท่านก็ว่าการเปลี่ยนสรรพนามจากพหูพจน์เป็นเอกพจน์เป็นข้อพิสูจน์ว่า สดด บทนี้เป็นการขอบพระคุณของอิสราเอลทั้งชาติ โดยมีกษัตริย์ในฐานะผู้แทนของประชากรเป็นผู้นำการภาวนา แต่คำอธิบายง่ายๆ น่าจะเป็นว่าภาคที่สองของ สดด บทนี้เป็นคำอธิษฐานภาวนาส่วนตัวเมื่อมีการถวายบูชาขอบพระคุณ ในบริบทของพิธีกร รมส่วนรวมของชุมชนทั้งชาติ ในฐานะคริสตชน เราต้องร่วมใจกันเป็นชุมชนเมื่อขอบพระคุณพระเจ้า สำหรับพระพรที่พระองค์ประทานให้เราในองค์พระคริสตเจ้า ไม่ว่าสำหรับพระพรที่ได้รับเป็นส่วนรวมหรือที่เราแต่ละคนได้รับเป็นส่วนตัว

เพลงสดุดีที่ 67 บทเพลงขอบพระคุณ
   ทุกๆ ปีประชากรอิสราเอลมาชุมนุมกันเฉลิมฉลองเทศกาลเก็บเกี่ยวผลิตผลทางเกษตร เพื่อขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับ พระพรที่ตนได้รับจากพระองค์ ความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินเป็นเครื่องหมายว่าพระเจ้าทรงพระอานุภาพและทรงพระทัยดี อิสราเอลต้องการประกาศให้ชนชาติต่างๆ ทั่วโลกรู้ความจริงข้อนี้ เพื่อชนทุกชาติจะได้ร่วมใจกับอิสราเอลสรรเสริญพระเจ้า และวอนขอพระพรอื่นๆ อีกด้วย เราคริสตชนอาจใช้เพลงสดุดีบทนี้เพื่อจุดประสงค์และในบริบทเดียวกันกับที่อิสราเอลเคยใช้ เพียงแต่ว่าสำหรับคริสตชนพระพรของพระเจ้า ไม่จำกัดอยู่ที่การเก็บเกี่ยวผลิตผลทางการเกษตรเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง พระพรใหม่อื่นๆจากพระบิดาซึ่ง "ประทานพระพรนานาประการของพระจิตเจ้าจากสวรรค์เดชะพระคริสตเจ้า" (เทียบ อฟ 1:3) เราต้องประกาศให้ชาวโลกรู้ด้วยว่าพระพรเหล่านี้มาจากไหน

เพลงสดุดีที่ 68 บทสรรเสริญพระเจ้าผู้ทรงชัย
   ตัวบทภาษาฮีบรูของ สดด บทนี้อยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ เราไม่รู้ชัดว่า "พิธีกรรม" ที่กล่าวถึงเป็นพิธีอะไรแน่ อิสราเอลกำลั งถูกชนต่างชาติเบียดเบียน (ข้อ 30-31) สดด บทนี้อาจเป็นการรวบรวมข้อความจากบทประพันธ์โบราณหลายบทเข้าด้วยกันทำให้เนื้อความไม่ต่อเนื่องกันดีนัก อย่างไรก็ตาม ข้อ 1 อาจเท้าความถึง กดว 10:35-36 และ ข้อ 7-8 อาจเท้าความถึง วนฉ 5:4-5
   เนื้อหาอาจแบ่งได้เป็น 9  ตอน แต่ละตอนประกอบด้วยข้อความ 3-5 บรรทัด คือ (1) ความไว้วางใจว่าพระเจ้าจะทรงทำลายศัตรู (ข้อ 1-3) (2) เชิญชวนให้สรรเสริญพระเจ้าผู้ทรงช่วยให้รอดพ้น (ข้อ 4-6) (3) พระเจ้าทรงช่วยอิสราเอลออกจากแ ผ่นดินอียิปต์ (ข้อ 7) เหตุการณ์ที่ภูเขาซีนาย (ข้อ 8) การเข้าพำนักในแผ่นดินคานาอัน (ข้อ 9-10) (4) ชัยชนะต่อกษัตริย์ชาวคานาอัน (ข้อ 11-14) (5) การยึดกรุงเยรูซาเล็มได้ พระเจ้าจะทรงปกครองโลกพิภพจากที่นี่ (ข้อ 15-18) (6) คำสรรเสริญพระเจ้าที่ประทานความช่วยเหลือในอดีตและหวังว่าพระเจ้าจะทรงช่วยเหลือในอนาคตเช่นเดียวกัน (ข้อ 19-23) (7) ขบวนแห่ในงานฉลอง (เทศกาลอยู่เพิง?) (ข้อ 24-27) (8) คำภาวนาขอให้ศัตรูที่ปราชัยนำของถวายมายังพระวิหาร (ข้อ 28-31) (9) เชิญชวนกษัตริย์ทั้งหลายให้สรรเสริญพระเจ้าของอิสราเอล (ข้อ 32-35)
   พิธีและกิจกรรมที่ สดด บทนี้กล่าวถึงเป็นการแสดงให้ประชาชนระลึกถึงเหตุการณ์ที่เขากำลังเฉลิมฉลอง เป็นการ "แสดง" ด้วยสัญลักษณ์ ทำให้ประชาชนอยู่ในเหตุการณ์และได้รับผลทางจิตใจจากเหตุการณ์เหล่านั้น พิธีกรรม และ "ศีลศักดิ์สิทธิ์" ที่คริสตชนประกอบในพระศาสนจักรก็เป็นการแสดงแบบสัญลักษณ์เช่นนี้ด้วย โดยเฉพาะพิธีบูชาขอบพระคุณ เรามาร่วม พิธีและได้รับผลจากกิจกรรมกอบกู้ของพระคริสตเจ้า คือการสิ้นพระชนม์และกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์

เพลงสดุดีที่ 69 คำวอนขอส่วนตัว
   สดด บทนี้เป็นเพลงอ้อนวอนของบุคคลหนึ่งที่กำลังทนทุกข์อย่างสาหัส ผู้ประพันธ์ใช้ภาษาสัญลักษณ์กล่าวถึงอันตรายที่กำลังคุกคามตนอยู่ เช่น การจมลงในโคลน การถูกกระแสน้ำพัดพา และโดยเฉพาะการถูกผู้อื่นทอดทิ้ง แม้กระทั่งพี่น้องก็ไม่ย อมรับเขาเป็นสมาชิกของครอบครัวและของชุมชน เขาถูกเยาะเย้ยและถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ เพราะเขาปฏิบัติศาสนกิจต่อพระเจ้าอย่างซื่อสัตย์ สภาพของผู้ประพันธ์ชวนให้คิดถึงสภาพของประกาศกเยเรมีย์ และของ “ผู้รับใช้พระยาห์เวห์” ใน อสย 53 อย่างไรก็ตาม คำภาวนาของผู้ประพันธ์ยังรวมการขอบพระคุณไว้ด้วย เพราะเขาเชื่อมั่นในพระยุติธรรมและพระเมตตาของพระเจ้า เขาจึงมั่นใจว่าพระองค์จะทรงช่วยเขาให้พ้นอันตราย พันธสัญญาใหม่อ้างข้อความจาก สดด บทนี้หลายครั้ง โด ยเฉพาะในเรื่องพระทรมานของพระเยซูคริสตเจ้า เช่น ข้อ 4 ใน ยน 15:25; ข้อ 21 ใน มก 15:23,36// และ ยน 19:29

เพลงสดุดีที่ 70 คำวอนขอในยามทุกข์ร้อน
   เพลงอ้อนวอนสั้นๆบทนี้เป็นเพลงสดุดีที่สมบูรณ์ในตัวเอง มีเนื้อหาใกล้เคียงกับ สดด 40:13-17 บทภาวนาทางการของพ ระศาสนจักรในการทำวัตรแต่ละครั้งจะเริ่มด้วยข้อแรกของ สดด บทนี้ "ข้าแต่พระเจ้า โปรดเสด็จมาช่วยเหลือเกื้อกูลข้าพเจ้า โปรดเถิด พระเจ้าข้า โปรดทรงช่วยข้าพเจ้า" การเริ่มบทภาวนาประจำวันของเราด้วยข้อความนี้เป็นการแสดงความถ่อมตน ยอมรับว่าเราต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้าอยู่เสมอ การภาวนาของเราจะเป็นการภาวนาแท้จริงได้ก็เมื่อเรามีท่าทีเช่นนี้

เพลงสดุดีที่ 71 คำอธิษฐานภาวนาในวัยชรา
   สดด บทนี้เป็นคำภาวนาของผู้อาวุโสซึ่งมองดูชีวิตที่ผ่านมาของตนว่าได้รับความรักเมตตาจากพระเจ้าอย่างมากมาย แม้ว่าเพลงสดุดีบทนี้จัดอยู่ในประเภทคำอ้อนวอน แต่ก็มีข้อความหลายตอนที่แสดงความหวัง การขอบพระคุณและสรรเสริญอย่างชัดเจน ผู้ประพันธ์มีความวางใจต่อพระเจ้าตลอดมาตั้งแต่วัยเยาว์และไม่เคยผิดหวัง แต่เขาก็ต้องมีความทุกข์ยากเหมือนกับมนุษย์โดยทั่วไป ความทุกข์เหล่านี้ทำให้บรรดาศัตรูคิดว่าพระเจ้าทรงทอดทิ้งเขาแล้ว เขารู้ดีว่าความจริงเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นคำอ้อนวอนขอให้พระเจ้าทรงช่วยจึงมีคำสรรเสริญรวมอยู่ด้วย เรา คริสตชนไม่ว่าจะอยู่ในวัยเยาว์หรือวัยชรา จึงควรคิดทบทวนถึงชีวิตที่ผ่านมาเพื่อจะได้เห็นว่าพระเจ้าทรงดีต่อเราอย่างไร ความรู้เช่นนี้จะเป็นบ่อเกิดพลังให้เรา เมื่อต้องประสบกับความทุกข์ยากในชีวิต

เพลงสดุดีที่ 72 กษัตริย์ที่พระเจ้าทรงสัญญา
   สดด เกี่ยวกับกษัตริย์บทนี้เป็นคำภาวนาสำหรับกษัตริย์แห่งราชวงศ์ดาวิด ขอให้รัชสมัยของพระองค์นำความยุติธรรม สันติ ภาพและความเจริญรุ่งเรืองมาให้บ้านเมือง พระพรจากพระเจ้าเท่านั้นจะบันดาลให้พระราชาจะทรงเป็นเช่นนี้ได้ เพลงสดุดีจึงเริ่มด้วยคำภาวนา ขอให้พระเจ้าประทานพระพรนี้ให้แก่พระราชา เป็นความจริงว่าในประวัติศาสตร์อาณาจักรยูดาห์ไม่เคยมีกษัตริย์ที่มีคุณสมบัติเช่นนี้เลย แต่ประชาชนก็ยังมีความหวังอยู่เสมอและวอนขอพระพรนี้จากพระเจ้าทุกครั้งที่มีพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์องค์ใหม่ แม้ในสมัยหลังจากการเนรเทศที่กรุงบาบิโลน เมื่อราชวงศ์ดาวิดไม่มีอำนาจทางการเมืองอีกแล้ ว ความหวังถึงกษัตริย์ในอุดมการณ์เช่นนี้ยังคงอยู่ เพลงสดุดีบทนี้จึงกลายเป็นเพลงสดุดีที่กล่าวถึง "พระเมสสิยาห์" ผู้รับเจิมในอุดมการณ์ของพระยาห์เวห์ที่จะมากอบกู้ประชากรของพระองค์ ในฐานะคริสตชนเราแสดงความเชื่อของเราต่อพระเยซูเจ้าชาวนาซาเร็ธ ว่าพระองค์คือกษัตริย์ในอุดมการณ์นี้ที่ชาวอิสราเอลกำลังรอคอย การที่โหราจารย์จากทิศตะวันออกมานมัสการ และถวายบรรณาการแด่พระกุมารที่เมืองเบธเลเฮ็ม (มธ 2:1-12) ชวนเราให้คิดถึงกษัตริย์ต่างชาติที่จะเสด็จมาถว ายบรรณาการแด่กษัตริย์จากราชวงศ์ดาวิดพระองค์นี้ซึ่งจะต้องเสด็จมา (ข้อ 10)

เพลงสดุดีที่ 73 ความรุ่งเรืองของคนอธรรมไม่จีรังยั่งยืน
   สดด ประเภทปรีชาญาณบทนี้เริ่มต้นด้วยข้อความที่แสดงความมั่นใจของผู้ที่เรียนรู้มาจากประสบการณ์ ว่าพระเจ้าทรงความดีและทรงยุติธรรม ผู้ประพันธ์เกือบจะเสียความเชื่อเมื่อเห็นว่าคนอธรรมซึ่งกล่าวดูหมิ่นพระเจ้า กลับมีความสุขและเจริ ญรุ่งเรือง ตรงข้ามกับชีวิตของคนที่ปฏิบัติคุณธรรมกลับไม่ช่วยให้เขาพ้นจากปัญหาในชีวิต เขารู้สึกว่าพระเจ้าไม่ทรงยุติธรรมเลย ความคิดเช่นนี้ทรมานใจเขาเสมอมา จนกระทั่งวันหนึ่งพระเจ้าทรงบันดาลให้เขาเห็นแจ้งว่า ความรุ่งเรืองของคนอธรรมนั้นเป็นเพียงภาพลวงตา และผู้ชอบธรรมเท่านั้นมีความมั่นใจได้อย่างแท้จริงในพระเจ้า แม้คริสตชนรู้ความจริงประการนี้จากคำสอนของพระคริสตเจ้าแล้ว ก็ยังมีความข้องใจอิจฉาคนอธรรมอยู่ตลอดเวลา การใช้ สดด บทนี้ภาวนาอาจช่วยให้คริสตชนได้รับความสว่างเช่นเดียวกับผู้ประพันธ์เพลงสดุดีก็ได้

เพลงสดุดีที่ 74 คำคร่ำครวญถึงพระวิหารที่ถูกทำลาย
   สดด บทนี้เป็นคำอ้อนวอนของประชากรอิสราเอลต่อพระเจ้า ในบรรยากาศของกรุงเยรูซาเล็มที่ถูกทำลายในปี 587 ก.ค.ศ. เมื่อประชากรจะถูกจับเป็นเชลยไปที่กรุงบาบิโลน ยังอาจเป็นไปได้ด้วยที่ สดด บทนี้สะท้อนบรรยากาศในสมัยมัคคาบีเมื่ อพระเจ้าอันทิโอคัส เอปีฟาเนสทรงเบียดเบียนชาวยิว (167-164 ก.ค.ศ.) และลบหลู่พระวิหารหลังที่สอง (ดู 1 มคบ 1:21-28) ในบทภาวนานี้ประชากรของพระยาห์เวห์ วอนขอให้พระองค์ทอดพระเนตรดูพระวิหารที่ถูกทำลายและอยู่ในสภาพปรักหักพัง ขอให้ทรงระลึกถึงประชากรที่เคยนมัสการพระองค์ที่พระวิหารนั้น เขาทูลพระองค์ให้ทรงระลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต เพื่อให้พระองค์ทรงกระทำการอัศจรรย์เช่นนั้นอีกสำหรับเขา เราคริสตชนที่ภาวนาด้วยเพลงสดุดีบทนี้ควรระลึกถึงเพื่อ นพี่น้องคริสตชน ซึ่งกำลังทนทุกข์และไม่มีเสรีภาพในการปฏิบัติศาสนกิจในประเทศต่างๆ ที่เบียดเบียนพระศาสนจักร

เพลงสดุดีที่ 75 พระเจ้าทรงพิพากษามนุษย์ทุกคน
   เป็นการยากสักหน่อยที่จะกำหนดว่า สดด บทนี้อยู่ในประเภทใด ดูเหมือนว่า สดด บทนี้แต่เดิมใช้ในพิธีกรรมซึ่งมีหลายค นร่วมพิธี ข้อแรกและข้อสุดท้ายชวนให้คิดว่าบทภาวนานี้เป็นเพลงขอบพระคุณพระเจ้าหลังจากชัยชนะในสงคราม มีการกล่าวถึงพระดำรัสของพระเจ้า ซึ่งสมณะหรือประกาศกคนหนึ่งอาจเป็นผู้กล่าวเตือนคนอธรรมให้ระวังว่าจะถูกพระเจ้าตัดสินลงโทษ ในที่สุดบุคคลหนึ่ง อาจเป็นกษัตริย์หรือสมณะ จะกล่าวสรรเสริญและแสดงความเชื่อเป็นการจบพิธีกรรมขอบพระคุณนี้

เพลงสดุดีที่ 76เพลงสรรเสริญพระเจ้าผู้น่าเกรงขาม
   สดด บทนี้เป็นบทเพลงศิโยน เฉลิมฉลองชัยชนะของพระเจ้าเหนือประชาชาติ ภาพพจน์ที่ผู้ประพันธ์ใช้กล่าวถึงพระเจ้าว่าเป็นนักรบทรงพลัง อาจทำให้คริสตชนในปัจจุบันหลายคนรู้สึกระคายหู แต่ภาพเปรียบเทียบนี้สำหรับชาวอิสราเอลในพันธสัญญาเดิมย้ำถึงความยิ่งใหญ่ และพระอานุภาพของพระเจ้าที่ทำให้ทรงปกป้องประชากรของพระองค์ โดยเฉพาะคนยากจน ให้พ้นจากเหล่าศัตรูได้ สำหรับเราคริสตชน "ศิโยน" เป็นสัญลักษณ์หมายถึงพระศาสนจักร มีพระคริสตเจ้าเป็น "คนแข็งแรง มีอาวุธครบมือ" (ลก 11:21) คอยเฝ้าดูไม่ให้ศัตรูมาจู่โจมได้

เพลงสดุดีที่ 77 ระลึกถึงอดีตแห่งอิสราเอล
   แม้ว่า สดด บทนี้ดูเหมือนจะเป็นคำภาวนาของปัจเจกชน แต่อันที่จริงเป็นคำอ้อนวอนของชาติ นำโดยกษัตริย์หรือผู้นำชุมชน ในภาคแรกผู้นำกล่าวถึงความทุกข์ยากของชาติเหมือนกับว่าเป็นความทุกข์ยากของตน และดูเหมือนว่าพระเจ้าทรงลื มเขาเสียแล้ว แต่ในภาคที่สองผู้นำระลึกถึงการอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงกระทำในอดีต ได้แก่การเนรมิตสร้างและการช่วยให้พ้นจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์ เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต เมื่อเราคริสตชนระลึกถึงเหตุการณ์ซึ่งเป็นรากฐานของความเชื่อ ได้แก่พระชนมชีพ การสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้า เหตุการณ์เหล่านี้จะต้องเป็นบ่อเกิดแห่งความเข้มแข็ง และเป็นพลังในยามที่เรารู้สึกสงสัยและท้อแท้ เมื่อพระเจ้าดูเหมือนว่าจะไม่ทรงรักและคอยดูแลเราอีกต่อไป

เพลงสดุดีที่ 78 บทเรียนจากประวัติศาสตร์ของอิสราเอล
   สดด บทนี้ยาวเป็นอันดับสองรองจาก สดด 119 - ผู้ประพันธ์แสดงเจตนาของตนใน 8 ข้อแรกของบทประพันธ์ เขาต้องการสอนประชาชนให้มองย้อนกลับไปในอดีต และได้รับบทเรียนจากประวัติศาสตร์ของชาติให้เป็นประโยชน์ ต่อจากนั้นผู้ประพันธ์ก็เล่าถึงเหตุการณ์ในสมัยอพยพ การเข้ายึดครองแผ่นดินแห่งพระสัญญา โดยเน้นให้เห็นว่าพระเจ้าทรงเอาพระทัยใส่เข าตลอดเวลา แต่ประชาชนกลับไม่เชื่อฟังพระเจ้า ไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งดีต่างๆที่พระองค์ประทานให้เขา ทุกครั้งที่พระองค์ทรงลงโทษเขาเพราะความผิด เขาก็ร้องหาพระองค์ให้ทรงช่วยเหลือ พระองค์ก็ทรงให้อภัยและประทานพระพรต่างๆ ให้เขาครั้งแล้วครั้งเล่า เพลงสดุดีบทนี้จบลงโดยกล่าวถึงการที่พระเจ้าทรงทอดทิ้งบรรดาชนเผ่าทางเหนือและทรงเลือกชนเผ่ายูดาห์ ภูเขาศิโยน และโดยเฉพาะทรงเลือกกษัตริย์ดาวิด ให้เป็นผู้เลี้ยงดูประชากรของพระองค์ เพลงสดุดีบทนี้ยังมีความหมา ยสำหรับเราคริสตชนซึ่งได้รับพระพรในองค์พระคริสตเจ้ามากกว่าที่ชาวอิสราเอลได้รับ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องตอบสนองพระทัยดีของพระเจ้า โดยวางใจและเชื่อฟังพระองค์โดยสมบูรณ์ เราต้องไม่ลืมพระวาจาที่พระคริสตเจ้าทรงเตือนเราไว้ด้วยว่า "ผู้ใดได้รับฝากไว้มาก ผู้นั้นก็จะถูกทวงกลับไปมากด้วย" (ลก 12:48)

เพลงสดุดีที่ 79 คำคร่ำครวญของชนทั้งชาติ
   สดด บทนี้เป็นคำอ้อนวอนของชุมชนชาวอิสราเอลในยามลำบาก สภาพแวดล้อมที่ทำให้ประพันธ์บทเพลงนี้น่าจะเป็นการ ที่กองทัพบาบิโลนทำลายกรุงเยรูซาเล็มและการเป็นเชลยในปี 587 ก.ค.ศ. สดด บทนี้ยังเหมาะที่จะใช้ในโอกาสอื่นอีกอย่างน้อย 2 โอกาส คือเมื่อกษัตริย์อันทิโอคัส เอปีฟาเนสล่วงละเมิดพระวิหารในปี 167 ก.ค.ศ. และเมื่อกรุงเยรูซาเล็มถูกชาวโรมันทำลายพร้อมกับพระวิหารในปี ค.ศ. 70 ผู้ประพันธ์ดูเหมือนจะกล่าวว่าการลงโทษจากพระเจ้าเช่นนี้มีสาเหตุมาจากบาปไม่ใช่ของประชาชนร่วมสมัยกับตน แต่จากบาปของบรรพบุรุษในอดีต ถ้าอยากจะรู้สาเหตุของความสับสนวุ่นวายทางศีลธร รม และสังคมในโลกปัจจุบัน ก่อนอื่นหมด เราคริสตชนควรจะมองดูความประพฤติของตน และพยายามแก้ไข

เพลงสดุดีที่ 80 คำอธิษฐานภาวนาเพื่อการฟื้นฟูชาติอิสราเอล
   คำภาวนาอ้อนวอนบทนี้ ดูเหมือนจะถูกจงใจจัดไว้ให้อยู่หลัง สดด 79 ความต่อเนื่องคงจะมาจากความคิดที่ว่าอิสราเอลคือ "ฝูงแกะที่พระเจ้าทรงเลี้ยงดู" ที่ปลาย สดด 79 และการเรียกพระเจ้าว่า "ผู้เลี้ยงของอิสราเอล" ตอนต้นของ สดด 80 การกล่าวถึงโยเซฟ เอฟราอิมและมนัสเสห์เป็นเหตุผลสำคัญชวนให้คิดว่า สดด บทนี้แต่งขึ้นในอาณาจักรเหนือและเท้าความถึงเหตุการณ์ในช่วงเวลาระหว่างปี 732-721 ก.ค.ศ.เมื่อกองทัพอัสซีเรียมาบุกรุกอาณาจักรอิสราเอล เพลงอ้อนวอนบทนี้ใช้อุปมาที่รู้จักกันดีกล่าวถึง "เถาองุ่น" และ "สวนองุ่น" เพื่อบรรยายถึงความเอาพระทัยใส่ดูแลที่พระยาห์เวห์ทรงมีต่อประชากรข องพระองค์ตลอดมา ตั้งแต่เมื่อทรงนำเขาออกมาจากประเทศอียิปต์ เราคริสตชนอาจใช้ สดด บทนี้เป็นบทภาวนาสำหรับพระศาสนจักรซึ่งเป็น "อิสราเอลใหม่" ขอให้พระเยซูเจ้า "ผู้เลี้ยงที่ดี" ทรงปกป้องคุ้มครองให้พ้นจากศัตรูทั้งภายนอกและภายในซึ่งมีอยู่เสมอ