Home

 

     - สมณกฤษฎีกาว่าด้วยงานแพร่ธรรม

     - ประกาศพระวรสารในโลกปัจจุบัน

     - พระสมณลิขิตเตือน
       “พระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้า”

  

 

 

     - คณะพลมารีย์

     - คณะวินเซน เดอ ปอล

     - คณะคูร์ซิลโล แห่งพระคริสตศาสนา

     - คณะเซอร่า

   - คณะแพร่ธรรมแห่งแม่พระฟาติมา

   - คณะอัศวินแห่งศีลมหาสนิท

   - คณะพระเมตตา

  

 

 

     - ข่าวคณะพลมารีย์

     - ข่าวคณะวินเซน เดอ ปอล

     - ข่าวคณะคูร์ซิลโล แห่งพระคริสตศาสนา

     - ข่าวคณะเซอร่า

     - ข่าวคณะแพร่ธรรมแห่งแม่พระฟาติมา

     - ข่าวคณะอัศวินแห่งศีลมหาสนิท

     - ข่าวคณะพระเมตตา

  

 

     - อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

     - วัดแม่พระฟาติมา

    

    

 

    

      

    

 

    

 

    

 

    

 

    

 

    
 

    

             ที่มา แผนกคริสตศาสนธรรมกรุงเทพฯ

เพลงสดุดีที่ 101ผู้ปกครองในอุดมการณ์
   สดด เกี่ยวกับกษัตริย์บทนี้น่าจะใช้ในพิธีราชาภิเษก เมื่อพระราชาองค์ใหม่ทรงสาบานว่าจะทรงครองราชย์ด้วยความเที่ยงธรรม จะทรงขจัดคนชั่วร้ายและข้าแผ่นดินที่ไม่ซื่อสัตย์  โลกของเราต้องการผู้ปกครองที่มีความซื่อสัตย์เที่ยงธรรมไม่ด่างพร้อย มีความมุ่งมั่นจะขจัดคนชั่วร้ายและส่งเสริมความอยู่ดีกินดีของประชาชน เราอาจใช้ สดด บทนี้เพื่ออธิษฐานภาวนาสำ หรับผู้มีอำนาจปกครองบ้านเมือง ให้เขาปฏิบัติตามพระแบบฉบับของพระคริสตเจ้าซึ่งทรงเป็นพระราชาที่ดีพร้อมทุกอย่างเพียงพระองค์เดียว

เพลงสดุดีที่ 102 คำอธิษฐานภาวนาในยามทุกข์ยาก
   สดด บทนี้เป็นบทที่ 5 ใน 7 บทของ "เพลงสดุดีขอสมาโทษ" (Seven penitential Psalms) อีก 6 บทได้แก่ สดด 6,32,38,51,130 และ 147 ผู้ประพันธ์ไม่สารภาพความผิดโดยตรง แต่กล่าวเป็นนัยถึงภัยพิบัติและความเจ็บป่วย ภาคแรก (ข้อ 1-11) มีลักษณะเป็นคำอ้อนวอน ส่วนภาคที่สอง (ข้อ 12-22) เป็นคำอธิษฐานภาวนาขอให้พระเจ้าทรงสถาปนาศิโยนขึ้นใหม่ ข้อท้ายๆ ซ้ำคำอ้อนวอนตอนต้น แต่บัดนี้ผู้ประพันธ์แสดงความวางใจในพระอานุภาพของพระเจ้า ผู้ทรงดำรงอยู่ตลอดนิรันดรโดยไม่เปลี่ยนแปลง เพลงสดุดีบทนี้แต่เดิมอาจเป็นคำอธิษฐานภาวนาของพระราชาในฐานะผู้แทนของประชาชนใ นชาติ การบรรยายถึงความทุกข์ยากส่วนตัวของพระราชา อาจเป็นคำอุปมาถึงความทุกข์ยากของประชาชน เช่นการกันดารอาหารหรือการเห็นกรุงเยรูซาเล็มในสภาพปรักหักพัง ในทำนองเดียวกัน คริสตชนควรคิดว่าตนเป็นเสมือนพระศาสนจักรที่ถูกเบียดเบียนหรืออยู่ในอันตราย จึงวอนขอให้พระเจ้าทรงช่วยเหลือ
เพลงสดุดีที่ 103
คำสรรเสริญพระทัยดีของพระเจ้า
สดด บทนี้เป็นเพลงสดุดีที่ไพเราะที่สุดบทหนึ่งอย่างแน่นอน เนื้อหาของเพลงสดุดีบทนี้สะท้อนความรู้สึกภายในจิตใจที่ลึกซึ้ งและความศรัทธาที่ละเอียดอ่อน ซึ่งไม่สู้จะพบได้บ่อยนักในเพลงสดุดีบทอื่นๆ นอกจากนั้น สดด บทนี้ยังเป็นคำประพันธ์ (ในภาษาฮีบรู) ที่มีความไพเราะเป็นพิเศษด้วย เนื้อหาของ สดด บทนี้สรรเสริญความรักมั่นคงอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ซึ่งครองคลุมไปถึงมนุษย์ที่ทำผิดด้วย ผู้ประพันธ์เริ่มจากความกตัญญูส่วนตัวต่อพระเจ้า แล้วจึงคำนึงถึงพระกรุณาที่ทรงมีต่อประชากรอิสราเอลและมวลมนุษย์ แม้กระทั่งบาปก็ไม่อาจทำลายความสัมพันธ์นี้ได้ เพราะพระเจ้าทรงเป็นเสมือนบิดา ทรงทราบดีถึงความอ่อนแอของมนุษย์ซึ่งเป็นประชากรของพระองค์
ของกษัตริย์ดาวิด

เพลงสดุดีที่ 104 เพลงสรรเสริญพระผู้เนรมิตสรรพสิ่ง
   สดด บทนี้ก็เป็นบทประพันธ์ที่ไพเราะที่สุดอีกบทหนึ่งในหนังสือเพลงสดุดีด้วย มีลักษณะคล้ายกันกับ สดด 103 เพราะเริ่มและจบด้วยวลีเดียวกัน "วิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย จงถวายพระพรแด่พระยาห์เวห์เถิด" เพลงสดุดีบทนี้เป็นคำสรรเสริญพร ะเจ้าผู้ทรงเนรมิตสร้างสรรพสิ่ง ผู้ประพันธ์บรรยายถึงความงดงามและความยิ่งใหญ่ของสิ่งสร้าง บรรยายถึงพระปรีชาที่ทรงสร้างสิ่งต่างๆเหล่านี้ และบรรยายถึงความเอาพระทัยใส่ที่พระเจ้าทรงมีต่อสิ่งสร้างแต่ละชนิดด้วย เพลงสดุดีบทนี้น่าจะมีความหมายอย่างมากสำหรับมนุษย์ในปัจจุบันที่ขาดความเคารพต่อสภาพแวดล้อม   พระศาสนจักรเข้าใจว่าข้อความในข้อ 30 "เมื่อพระองค์ทรงส่งลมปราณ (= จิต) ของพระองค์ เขาก็ถูกสร้างขึ้นมา และดังนี้พระองค์ทรงรื้อฟื้นโฉมหน้าของแผ่นดินขึ้นใหม่" กล่าวเป็นนัยถึงพระจิตเจ้า

เพลงสดุดีที่ 105 พระเจ้าทรงซื่อสัตย์ต่อพระสัญญา
   สดด บทนี้และบทต่อไปมีลักษณะคล้ายกันมากในฐานะที่กล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของชนชาติอิสราเอล แต่มีมุมมองต่างกัน ใน สดด 105 ผู้ประพันธ์ต้องการชี้ให้เห็นว่าพระเจ้าทรงซื่อสัตย์ต่อพระสัญญาที่ทรงให้ไว้แก่ประชากร ของพระองค์เสมอมา แต่ สดด 106 กล่าวย้ำถึงความไม่เชื่อฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่พระเจ้าทรงรับจากชนชาติอิสราเอล เพลงสดุดีทั้งสองบทนี้คงใช้ในเทศกาลอยู่เพิงเมื่อชาวอิสราเอลรื้อฟื้นความสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าโดยยอมรับว่าพระเจ้าทรงกระทำดีต่อตนตลอดมา (สดด 105) พร้อมกับสารภาพผิดที่ได้ขัดพระบัญชาอยู่เสมอๆ (สดด 106) พระศาสนจักรเป็นส่วนรวมและคริสตชนแต่ละคนอาจใช้เพลงสดุดีทั้งสองบทนี้เพื่อจุดประสงค์เดียวกัน

เพลงสดุดีที่ 106 พระกรุณายิ่งใหญ่ของพระเจ้า
   ชาวอิสราเอลสารภาพความผิดของตน โดยระลึกถึงบาปของบรรพบุรุษในสมัยอพยพในถิ่นทุรกันดาร และเข้ายึดครองแผ่นดินคานาอัน ผู้ประพันธ์กล่าวถึงเหตุการณ์ต่างๆ 8 ครั้งที่อิสราเอลทำบาป พระเจ้าทรงลงโทษและทรงให้อภัยความผิด การกล่าวถึงบาปของบรรดาบรรพบุรุษ ไม่ได้เป็นการกล่าวหาว่าท่านเหล่านั้นเป็นเหตุให้ประชาชนในปัจจุบันต้องได้รับโทษ แต่เ ป็นการแสดงว่า เราทุกคนในปัจจุบันก็ทำบาปเหมือนกับท่านเหล่านั้นในอดีตด้วย นักบุญเปาโลเตือนให้เราระลึกว่า "ทุกคนได้กระทำบาปและขาดพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า" แต่แล้ว "ทุกคนก็ได้รับความชอบธรรมเป็นของประทาน โดยทางพระหรรษทาน" (เทียบ รม 3:23-24) นักบุญยอห์นก็สอนเช่นเดียวกันว่า "ถ้าเรากล่าวว่า “เราไม่มีบาป” เรากำลังหลอกตนเองและความจริงไม่อยู่ในเรา ถ้าเราสารภาพบาป พระองค์ทรงซื่อสัตย์และทรงเที่ยงธรรม พระองค์จะทรงอภัยบาปของเรา และจ ะทรงชำระเราให้สะอาดจากความอธรรมทั้งปวง" (1 ยน 1:8-9)  

เพลงสดุดีที่ 107 พระเจ้าทรงช่วยเหลือผู้มีความทุกข์
   สดด บทนี้ใช้ขับร้องในพิธีกรรมขอบพระคุณพระเจ้าในนามของบุคคลสี่กลุ่มที่พระเจ้าทรงช่วยเหลือให้พ้นอันตราย ได้แก่ (1) คนเดินทางที่หลงทางไป (ข้อ 4-9) (2) ผู้ถูกจองจำที่ได้รับการปลดปล่อย (ข้อ 10-16) (3) คนเจ็บป่วยที่ได้รับการรักษา จากโรคภัย (ข้อ 17-22) และ (4) ผู้เดินทางทะเลที่ประสบพายุร้าย (ข้อ 23-32) ผู้ที่ขับร้องเพลงสดุดีบทนี้อาจอยู่ในกลุ่มคนเหล่านี้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งตามความเป็นจริงหรือโดยอุปมา  ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงพระชนม์อยู่ในโลกนี้ พระองค์ทรงช่วยเหลือคนจำนวนมากให้พ้นจากอันตรายเช่นนี้ ไม่ว่าทางร่างกายหรือทางจิตใจ และขณะนี้ก็ยังทรงกระทำเช่นเดียวกัน

เพลงสดุดีที่ 108 คำอธิษฐานภาวนาของประชากรอิสราเอล
   สดด บทนี้รวบรวมและเรียบเรียงมาจากเพลงสดุดีสองบท คือ ข้อ 1-5 จาก สดด 57:7-11 ส่วนข้อ 6-13 จาก สดด 60:5-12 ผู้ประพันธ์เริ่มต้นด้วยการสรรเสริญและขอบพระคุณ แล้วจึงวอนขอพระพรที่ต้องการ เพลงสดุดีบทนี้จึงเป็นแบบอย่างที่ดีของคำภาวนาของคริสตชน ที่จะต้องคำนึงถึงพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าก่อนสิ่งใด พระเยซูคริสตเจ้าก็ทรงสอนเช่นเดียวกันเมื่อตรัสว่า "จงแสวงหาพระอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มทุก สิ่งเหล่านี้ให้" (มธ 6:33)

เพลงสดุดีบทที่ 109 คำวอนขอให้พ้นจากศัตรู
   สดด บทนี้เป็นคำภาวนาอ้อนวอนของผู้ที่ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม ถ้าจะพิจารณาในมุมมองของคริสตชน เพลงสดุดีบทนี้เป็นบทความที่เข้าใจยากมากบทหนึ่ง ภาษาที่ใช้เป็นการสาปแช่งคู่อริอย่างตรงไปตรงมา แต่เราก็ยังไม่ควรสรุปว่านั่นเป็ นความรู้สึกแท้จริงของผู้ประพันธ์ การใช้ภาษาแบบนี้อาจเป็นเพียงลักษณะคำประพันธ์ที่แสดงความรู้สึกให้เกินความจริงไว้ เพื่อแสดงว่าเขามีความขัดเคืองอย่างลึกซึ้งภายในจิตใจต่อความชั่ว อย่างไรก็ตามเรายังพบคำสาปแช่งในพระวรสารด้วย (มธ 23:13-36) พระเยซูเจ้าทรงให้อภัยแก่ศัตรูและทรงสั่งให้เราให้อภัยด้วยก็จริงอยู่ แต่การให้อภัยไม่ใช่การเห็นด้วยกับการทำผิดของเขา คริสตชนต้องมีความรู้สึกเป็นอริกับความชั่วทั้งในตนเองและในผู้อื่น ความรู้สึกเช่นนี้ต้องมีความเข้มข้นเช่ นเดียวกับที่ผู้ประพันธ์เพลงสดุดีแสดงออกไว้ในบทประพันธ์ของเขา

เพลงสดุดีบทที่ 110 พระเมสสิยาห์ทรงเป็นสมณะ
   เนื้อหาของ สดด บทนี้เป็นพระดำรัสของพระเจ้าสามเรื่องที่สมณะหรือประกาศกกล่าวในพระราชพิธีราชาภิเษกกษัตริย์พระองค์ใหม่ พระเจ้าทรงสัญญาจะประทานให้กษัตริย์มีชัยชนะต่อบรรดาศัตรู ทรงรื้อฟื้นการรับกษัตริย์เป็นบุตรบุญธรรมและท รงตั้งให้กษัตริย์ทำหน้าที่สมณะเหมือนกับเมลคีเซเด็ก พระองค์ยังทรงสัญญาจะช่วยเหลือกษัตริย์เมื่อจะทำสงครามในอนาคตด้วย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเพลงสดุดีนี้บทนี้ใช้ขับร้องในพิธีราชาภิเษก หรือวันครบรอบปีเช่นเดียวกับ สดด 2 – ธรรมประเพณีทั้งของชาวอิสราเอลและคริสตชน จัดว่าเพลงสดุดีบทนี้เป็นยอดของบรรดา “เพลงสดุดีเกี่ยวกับกษัตริย์” คริสตชนเข้าใจว่าข้อความต่างๆ ในเพลงสดุดีบทนี้ สำเร็จเป็นจริงอย่างสมบูรณ์ในองค์พระเยซูคริสตเจ้า “พระเมสสิยาห์” (ผู้รับเจิม) และพระ บุตรของพระเจ้า (มธ 22:44-45; 26:63-64) พันธสัญญาใหม่ใช้ข้อความจาก สดด บทนี้บ่อยๆ เพื่อประกาศพระสิริรุ่งโรจน์ของพระคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพในฐานะเจ้าผู้ปกครองสกลจักรวาล (เทียบ มก 16:19; กจ 2:33-35; รม 8:34; อฟ 1:20; คส 3:1; 1 ปต 3:22; 1 คร 15:25-28; ฮบ 10:12-13)

เพลงสดุดีที่ 111 คำสรรเสริญพระราชกิจของพระยาห์เวห์
   เพลงสดุดีกลบทอักษรบทนี้ เป็นเพลงสรรเสริญพระทัยดีของพระเจ้าที่ทรงแสดงให้ปรากฏในการอพยพออกจากอียิปต์แล ะการกระทำพันธสัญญากับประชากรอิสราเอล ผู้ที่คิดคำนึงถึงพระราชกิจอันน่าพิศวงที่พระเจ้าทรงกระทำ ย่อมได้รับความรู้ถึงพระฤทธานุภาพและพระทัยดีของพระองค์ ความยำเกรงพระเจ้าซึ่งหมายถึงการดำเนินชีวิตตามเงื่อนไขของพันธสัญญานับเป็นการได้รับปรีชาญาณที่แท้จริง  

เพลงสดุดีที่ 112 พระพรที่ผู้ชอบธรรมได้รับ
   เพลงสดุดีบทที่แล้ว เน้นถึงพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำต่อประชากรของพระองค์ ส่วน สดด 112 นี้กล่าวถึงชีวิตของผู้ ที่ตอบสนองพระทัยดีของพระเจ้า โดยเชื่อฟังพระองค์ด้วยความถ่อมตน บุคคลเช่นนี้ได้รับคำสัญญาว่าพระเจ้าจะทรงอวยพรให้มีความสุขและความสำเร็จในชีวิต ซึ่งเป็นคำสอนที่พบได้เสมอในวรรณกรรมประเภท “ปรีชาญาณ” โดยเฉพาะหนังสือสุภาษิต สดด บทนี้สอนเราให้ประพฤติตามแบบฉบับพระทัยดีของพระเจ้าโดยแสดงความใจดีต่อคนยากจน นักบุญเปาโลยกข้อ 9 ของเพลงสดุดีบทนี้มาสนับสนุนการเรียกร้องของท่านต่อคริสตชนชาวโครินธ์ให้มีใจกว้างในการบริจาคทาน เพื่อช่วยเ หลือคริสตชนยากจนที่กรุงเยรูซาเล็ม ท่านบอกเขาว่าพระเจ้าทรงรักผู้ที่ให้ด้วยความยินดี และจะทรงจัดให้เขามีกินมีใช้จนเกินความต้องการด้วย (2 คร 9:6-9) พระเยซูเจ้าก็ยังทรงสอนเช่นเดียวกันด้วยว่า “จงให้และพระเจ้าจะประทานแก่ท่าน ท่านจะได้รับเต็มสัดเต็มทะนานอัดแน่นและล้นเหลือ เพราะท่านตวงให้เขาอย่างไร พระเจ้าก็จะทรงตวงตอบแทนท่านอย่างนั้นด้วย” (ลก 6:38)   
เพลงสดุดีที่ 113 พระเจ้าทรงพระกรุณาต่อผู้ต่ำต้อย
   ชาวยิวเรียก สดด 113-118 ว่า “เพลงฮัลเลล” เพลงสดุดีชุดนี้มีความสำคัญพิเศษ เพราะใช้ในวันฉลองสำคัญสามวันตามปฏิทินของชาวยิว คือสมโภชปัสกา เปนเตก๊อสเต และเทศกาลอยู่เพิง (เทียบ มธ 26:30; มก 14:26) สดด 113 เป็นเพลงสรรเสริญพระเจ้าผู้สูงสุด พระองค์ประทับในสวรรค์และบนแผ่นดิน พระองค์ทรงสนพระทัยต่อคนยากจนขัดสน และทรงยกเขาขึ้นมาจากความต่ำต้อยน่าสงสารให้มีเกียรติ (เทียบ ลก 1:46-55) พระเจ้าองค์นี้เองทรงให้พระบุตรรับธรรมชาติมนุษย์ ทรงลงมาจากสวรรค์เพื่อยกธรรมชาติมนุษย์ให้พ้นจากความน่าสมเพช และได้รับเกียรติเป็นบุตรของพระเจ้า (เทียบ ฟป 2:6-11; ยก 2:5)

เพลงสดุดีที่ 114 การอพยพจากประเทศอียิปต์
   สดด บทนี้ก็เป็นบทประพันธ์ที่ไพเราะมากอีกบทหนึ่ง บรรยายเหตุการณ์ในสมัยอพยพออกจากอียิปต์ และการเข้ายึดครอ งแผ่นดินคานาอัน การใช้ภาพพจน์บรรยายถึงทะเลที่ถอยหนี แม่น้ำจอร์แดนที่ไหลกลับ ภูเขากระโดดโลดเต้นเหมือนแกะเพศผู้ ล้วนมีความไพเราะและเป็นภาพที่น่าประทับใจและจินตนาการของผู้อ่านผู้ฟัง เพลงสดุดีบทนี้เหมาะสมมากกับวันสมโภชปัสกาที่ชาวอิสราเอลเฉลิมฉลองพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ที่ทรงนำเขาออกจากอียิปต์เข้ามาในแผ่นดินแห่งพระสัญญา โดยที่ธรรมชาติไม่อาจขัดขวางเขาได้ พระศาสนจักรซึ่งเป็นเสมือนชนชาติอิสราเอลใหม่  จึงยังคิดคำนึงตลอดมาว่า ตนมีกำเนิดมาจากปัสกาของพระคริสตเจ้า ซึ่งเปิดทางให้ตนเดินไปถึงเมืองสวรรค์ แผ่นดินแห่งพระสัญญาด้วย
เพลงสดุดีที่ 115
พระเจ้าเพียงพระองค์เดียว
   โครงสร้างของ สดด บทนี้ชวนให้คิดว่าเพลงสดุดีบทนี้น่าจะมาจากพิธีกรรมในพระวิหาร ซึ่งชาวอิสราเอลมาชุมนุมกันหลา ยกลุ่ม “พงศ์พันธุ์อิสราเอล” หมายถึงชาวอิสราเอลทั่วไป “พงศ์พันธุ์อาโรน” น่าจะหมายถึงบรรดาสมณะ ส่วน “ท่านทั้งหลายผู้ยำเกรงพระยาห์เวห์” คือผู้ที่กลับใจมาถึงศาสนายูดาย สดด บทนี้สรรเสริญพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าเที่ยงแท้แต่พระองค์เดียว เยาะเย้ยบรรดารูปเคารพที่ไม่มีชีวิตของนานาชาติ แล้วจึงเชิญชวนชาวอิสราเอลกลุ่มต่างๆ ให้วางใจในพระยาห์เวห์ผู้ทรงปกป้องเขาทั้งหลาย โลกปัจจุบันของเราก็มี “รูปเคารพ” ของมันที่เราคริสตชนจะต้องคอยระวัง. “รูปเคารพ” เหล่านี้มี หลายรูปแบบ เช่นวัตถุสิ่งของ อำนาจ ความสุขสบาย วิชาความรู้ เทคโนโลยี ทฤษฎีต่างๆทางศาสนาและการเมือง ความคิดที่ผิดๆเกี่ยวกับพระเจ้า ฯลฯ สดด บทนี้จึงเป็นการพิจารณามโนธรรมอย่างดีสำหรับเราทุกคน

เพลงสดุดีที่ 116 ขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงช่วยเหลือ
   พระคัมภีร์ฉบับภาษากรีกและละตินแบ่ง สดด บทนี้ออกเป็นสองส่วน ข้อ 1-9 เป็น สดด 114 และข้อ 10-19 เป็น สดด 115  เพลงบทนี้เป็นเพลงขอบพระคุณของบุคคลหนึ่งที่เรียกหาพระเจ้า แล้วพระองค์ทรงช่วยให้รอดพ้นจากอันตรายร้ายแรงถึงตาย บัดนี้เขามาที่พระวิหารเพื่อถวายบูชาขอบพระคุณตามที่เคยบนบานไว้ สดด บทนี้อาจเป็นบทเพลงที่พระเยซูเจ้าทรงขับร้องร่วมกับบรรดาศิษย์หลังอาหารค่ำครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะออกไปยังสวนเกทเสมนี (ดู มธ 26:27-30) ศีลมหาสนิทคือการถวายบูชาขอบพระคุณสูงสุดสำหรับคริสตชน พระคริสตเจ้าทรงถวายบูชาขอบพระคุณนี้แก่พระบิดาแทนเราและร่วมกับเร า ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของพระศาสนจักร ซึ่งเป็นพระกาย(ทิพย์)ของพระองค์

เพลงสดุดีที่ 117 เชิญชวนนานาชาติสรรเสริญพระเจ้า
   สดด บทนี้สั้นที่สุดในบรรดาเพลงสดุดีทั้งหลาย แต่ก็มีเนื้อหาเต็มเปี่ยม ใช้ถ้อยคำไม่กี่คำสรุปคำสอนสำคัญข้อหนึ่งของประกาศกอิสยาห์ที่สอง (Deutero-Isaiah) ที่สอนว่าพระเจ้าทรงเรียกมนุษย์ทุกคนให้มารับความรอดพ้น พระเจ้าซึ่งทรงสำแ ดงความรักมั่นคงต่ออิสราเอล พระองค์จะไม่ทรงเรียกความรักนั้นกลับคืน พระองค์ยังทรงเรียกประชาชนทุกชาติให้มารวมกับประชากรที่ทรงเลือกสรร เพื่อให้นานาชาติได้รับพระพรเช่นเดียวกัน
เพลงสดุดีที่ 118
เพลงสรรเสริญพระเจ้าผู้ทรงช่วยอิสราเอลให้รอดพ้น
   ท่านผู้รู้บางคนอธิบายว่า สดด บทนี้เป็นข้อความในพิธีขอบพระคุณพระเจ้าที่ชาวอิสราเอลคนหนึ่งหวนระลึกถึงความคับขั นที่เคยประสบ เขาร้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าและได้รับความช่วยเหลือให้พ้นภัย จึงอยากประกาศให้ทุกคนรู้ถึงความช่วยเหลือนี้ที่ตนได้รับจากพระเจ้าด้วย คำอธิบายอีกแบบหนึ่งคิดว่า สดด บทนี้เป็นพิธีกรรมขอบพระคุณพระเจ้าหลังจากที่พระราชาทรงได้รับชัยชนะในการสงคราม ทรงเดินขบวนเข้ามายังพระวิหาร แต่ไม่ว่าเพลงสดุดีบทนี้จะมีภูมิหลังอย่างไร พันธสัญญาใหม่อธิบายว่า สดด บทนี้หมายถึงการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจ้า ซึ่งทรงถูกปฏิเสธไ ม่ยอมรับโดยชาวยิว แต่ทรงได้รับการยกย่องจากพระบิดาเจ้า พระเยซูเจ้าคือ “ศิลาหัวมุม” ที่บรรดาช่างก่อสร้างได้โยนทิ้ง และบัดนี้กลายเป็น “ศิลาหัวมุม” ของประชากรของพระเจ้า (อฟ 2:20; 1 คร 3:11)

เพลงสดุดีที่ 119 คำสรรเสริญธรรมบัญญัติของพระเจ้า
   ข้อความและความยาวมากๆ ของเพลงสดุดีในรูปแบบ “กลบทอักษร” บทนี้ชวนให้เราเข้าใจว่าชาวอิสราเอลให้ความสำคั ญแก่ “ธรรมบัญญัติ” หรือ “Torah” ของโมเสสอย่างมากในชีวิตส่วนตัวและส่วนรวมของตน ข้อความใน สดด บทนี้เป็นทั้งคำอธิษฐานภาวนา และการคิดคำนึงของบุคคลหนึ่งที่มีความดื่มด่ำอย่างยิ่งในวรรณกรรมปรีชาญาณของพันธสัญญาเดิม ข้อคิดของเขาได้รับอิทธิพลอย่างมากจากคำสอนของบรรดาประกาศก และหนังสือ ฉธบ ผู้ประพันธ์ใช้คำ 8 คำแสดงความหมายพื้นฐานของธรรมบัญญัติ ได้แก่ กฤษฎีกา (วิถี)ทาง ข้อบังคับ ข้อกำหนด บทบัญญัติ พระวินิจฉัย พระวาจา พระดำรัส สำห รับผู้ประพันธ์แล้ว ธรรมบัญญัติคือการที่พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์ และพระประสงค์ให้มนุษย์ได้รู้ เพื่อเป็นหนทางให้มนุษย์เข้ามามีความสัมพันธ์กับพระองค์ได้อย่างใกล้ชิด
พระเยซูเจ้าตรัสว่าพระองค์ทรงเป็น “หนทาง” ซึ่งหมายความว่าทรงเป็นแนวทาง ที่บรรดาศิษย์ของพระองค์ต้องดำเนินตาม นอกจากนั้นพระองค์ยังทรงเป็นหนทางที่นำไปหาพระบิดาด้วย (ยน 14:6) ในความหมายนี้พระองค์จึงทรงเป็นเหมือน “ธรรมบัญญัติ” สำหรับบรรดาคริสตชนด้วย พระองค์ยังทรงเป็น “ความจริงและชีวิต” ซึ่งเป็นคำที่พบได้ใน สดด บทนี้ด้วย พระอง ค์ทรงเป็น “พระวาจา” และ “พระดำรัส” ที่พระเจ้าตรัสกับมนุษยชาติ (ฮบ 1:1-4) และทรงเป็นแสงสว่างส่องทางให้มนุษย์เดินไปหาพระบิดาได้  คริสตชนจึงเรียนได้จาก สดด บทนี้ว่าจะต้องคิดว่าพระบัญญัติที่พระคริสตเจ้าประทานแก่เรานั้น เป็นของประทานที่ทรงคุณค่า ไม่ใช่เป็นการกดขี่บังคับ เราจึงต้องปฏิบัติตามด้วยความยินดี พระองค์ยังตรัสอีกว่า “แอกของพระองค์นั้นอ่อนนุ่ม และของแบกของพระองค์ก็เบา (มธ 11:30)

เพลงสดุดีที่ 120 ประณามผู้ทำลายสันติ
   ข้อความของ สดด บทนี้ชวนให้คิดว่าชาวยิวใจศรัทธาคนหนึ่งกำลังหวนคิดถึงช่วงเวลายากลำบากที่เขาพำนักอยู่ท่ามกลางชนต่างด้าวที่ไม่เป็นมิตรนอกแผ่นดินปาเลสไตน์ เขารู้สึกขมขื่นเมื่อระลึกว่าพวกเหล่านั้นมีแต่กล่าวมุสาใส่ร้ายเขา พยายามหาเรื่องทะเลาะกับเขาทั้งๆที่เขารักสันติ บัดนี้เขารู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่ทรงฟังคำอธิษฐานของเขา และทรงช่วยเขาให้พ้นภั ยกลับมาอยู่ในบ้านเมืองอีก เขาอ้อนวอนพระองค์ให้ทรงปกป้องเขาต่อไป ในบทเทศน์บนภูเขาพระเยซูเจ้าทรงสอนว่า “ผู้สร้างสันติย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า” (มธ 5:9) นักบุญเปาโลก็สอนคริสตชนชาวโรม และสอนเราทุกคนด้วย ให้ดำเนินชีวิตในสันติกับทุกคน (รม 12:18)