Home

 

     - สมณกฤษฎีกาว่าด้วยงานแพร่ธรรม

     - ประกาศพระวรสารในโลกปัจจุบัน

     - พระสมณลิขิตเตือน
       “พระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้า”

  

 

 

     - คณะพลมารีย์

     - คณะวินเซน เดอ ปอล

     - คณะคูร์ซิลโล แห่งพระคริสตศาสนา

     - คณะเซอร่า

   - คณะแพร่ธรรมแห่งแม่พระฟาติมา

   - คณะอัศวินแห่งศีลมหาสนิท

   - คณะพระเมตตา

  

 

 

     - ข่าวคณะพลมารีย์

     - ข่าวคณะวินเซน เดอ ปอล

     - ข่าวคณะคูร์ซิลโล แห่งพระคริสตศาสนา

     - ข่าวคณะเซอร่า

     - ข่าวคณะแพร่ธรรมแห่งแม่พระฟาติมา

     - ข่าวคณะอัศวินแห่งศีลมหาสนิท

     - ข่าวคณะพระเมตตา

  

 

     - อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

     - วัดแม่พระฟาติมา

    

    

 

    

      

    

 

    

 

    

 

    

 

    

 

    
 

    

             ที่มา แผนกคริสตศาสนธรรมกรุงเทพฯ

เพลงสดุดีที่ 121พระเจ้าทรงเป็นผู้พิทักษ์อิสราเอล
   สดด บทนี้แต่เดิมใช้เป็นคำอวยพรชาวยิวที่แสวงบุญมายังกรุงเยรูซาเล็มและกำลังจะเดินทางกลับ ขอให้เขาได้แคล้วคลาดจากอันตรายในการเดินทาง ผู้แสวงบุญมีความวางใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าพระเจ้าผู้ทรงเป็นผู้พิทักษ์ที่ไม่ทรงหลับของอิสราเอล จะทรงปกป้องเขาให้พ้นจากอันตรายทั้งปวงในการเดินทาง เราคริสตชนจะต้องระลึกอยู่เสมอว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้ป กป้องที่เราวางใจได้เสมอ พระองค์ทรงเป็น “ผู้เลี้ยง” (ยน 10:11-15,28) และ “ผู้ดูแลวิญญาณของเรา” (1 ปต 2:25)

เพลงสดุดีที่ 122 เพลงทักทายกรุงเยรูซาเล็ม
   สดด บทนี้แสดงความยินดีของผู้แสวงบุญเมื่อเข้ามาใกล้จะถึงประตูกรุงเยรูซาเล็ม “นครแห่งสันติ” เพื่อจะร่วมขบวนแห่ไ ปยังพระวิหาร เมื่อเราคริสตชนใช้ สดด บทนี้ในการอธิษฐานภาวนา เราจะต้องรู้สึกยินดีเช่นเดียวกันที่ได้รับสิทธิพิเศษให้เข้าเป็นสมาชิกของพระศาสนจักร และมีโอกาสที่จะรับพระหรรษทานต่างๆจากพระเยซูเจ้าซึ่งทรงเป็นเสมือนพระวิหารใหม่ และทรงเป็น “องค์สันติ” ของเรา (เทียบ อฟ 2:14,19-21)

เพลงสดุดีที่ 123 คำภาวนาในยามทุกข์ยาก
สดด บทนี้เป็นคำอธิษฐานภาวนาของบุคคลหนึ่งในนามของชุมชน ขอให้พระเจ้าประทานพระพรให้อีกครั้งหนึ่ง ภูมิหลังของ คำอ้อนวอนนี้คงจะเป็นช่วงเวลาระหว่างการเนรเทศ หรือหลังจากนั้นเล็กน้อย เมื่อชุมชนชาวยิวต้องประสบกับความยากลำบากทั้งจากภายในและภายนอก การอธิษฐานภาวนาของคริสตชนจะต้องประกอบด้วยความถ่อมตน และวางใจต่อพระเจ้าอย่างเต็มที่ เพลงสดุดีบทนี้เป็นตัวอย่างงดงามในการแสดงความรู้สึกเช่นนี้

เพลงสดุดีที่ 124 พระยาห์เวห์ทรงช่วยอิสราเอลให้รอดพ้น
   สดด บทนี้เป็นเพลงที่ชุมชนใช้ขับร้องขอบพระคุณพระเจ้า เราบอกไม่ได้ว่าแต่งขึ้นในโอกาสใด ภาษาที่ใช้ชวนให้คิดว่าแ ต่งขึ้นในสมัยหลังเนรเทศแน่ๆ  อย่างไรก็ตาม สดด บทนี้เป็นเพลงสดุดีซึ่งเหมาะกับพิธีกรรมขอบพระคุณพระเจ้า ที่ทรงปกป้องประชากรของพระองค์ตลอดมาในประวัติศาสตร์ของเขา เมื่อใช้ สดด บทนี้ในการอธิษฐานภาวนา คริสตชนจะต้องขอบพระคุณพระเจ้า สำหรับความคุ้มครองที่พระเยซูเจ้าทรงสัญญาว่า จะทรงปกป้องพระศาสนจักรไว้ตราบจนสิ้นพิภพ ไม่ให้ศัตรูเอาชนะพระศาสนจักรได้ (เทียบ มธ 16:18; 28:20)

เพลงสดุดีที่ 125 พระเจ้าทรงคุ้มครองผู้ที่จงรักภักดีต่อพระองค์
เราจะเข้าใจ สดด บทนี้ได้เมื่อเปรียบเทียบกับสภาพแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ในสมัยหลังกลับจากเนรเทศที่กรุงบาบิโลนแล้วนานใช้ได้ ขณะนั้นศาสนายูดายถูกคุกคามจากอิทธิพลของชนต่างชาติที่เข้ามาปกครอง ประชากรอิสราเอลแสดงความวางใจว่าพระเจ้าพระทรงพิทักษ์รักษาตนไว้ เสมือนเป็นภูเขาที่ล้อมกรุงเยรูซาเล็มอยู่ โดยวิธีนี้เขาจะไม่ได้รับความแปดเปื้ อนจากคนชั่ว ในโลกปัจจุบันนี้บรรดาคริสตชนก็ถูกคุกคามจากการประจญต่างๆโดยรอบ แต่ทว่าคำอธิษฐานภาวนาของพระเยซูเจ้าให้ความหวังแก่เขาอยู่เสมอ “ข้าพเจ้ามิได้วอขอพระองค์ให้ทรงยกเขาออกจากโลก แต่ขอให้ทรงรักษาเขาให้พ้นจากมารร้าย” (ยน 17:15) ในบทข้าแต่พระบิดา พระเยซูเจ้าทรงสอนให้เราวอนขอให้พ้นจากมารร้ายด้วยเช่นเดียวกัน (มธ 6:13)

เพลงสดุดีที่ 126 บทเพลงของผู้กลับจากแดนเนรเทศ
   เราเข้าใจได้ไม่ยากว่าเมื่อกลับจากการเนรเทศที่กรุงบาบิโลนนั้น ชาวยิวมีความยินดีและความกระตือรือร้นอย่างมาก แต่ต่อมาไม่ช้าเขาก็รู้สึกว่าการสร้างบ้านเมืองขึ้นใหม่นั้นเป็นงานยากลำบากทีเดียว สดด บทนี้เป็นเพลงอ้อนวอนขอพระเจ้าให้ทรงอวยพรแผ่นดินและประทานให้เขามีโชคดีอย่างแต่ก่อน ประชากรอิสราเอลแสดงความหวังว่าการงานและความพยายามของตนจะประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม

เพลงสดุดีที่ 127 ความวางใจในพระญาณเอื้ออาทร
   สดด บทนี้เป็นเพลงสดุดีประเภทปรีชาญาณที่สอนว่าความสำเร็จในการประกอบกิจการ หรือการที่สามีภรรยาจะมีบุตรสืบสกุลนั้นไม่เป็นผลจากความพยายามของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังเป็นของประทานจากพระเจ้า สดด บทนี้มิได้ต่อต้านความพยายามหรือการงานของมนุษย์เลย เพียงแต่ประณามท่าทีโอหังของมนุษย์ ที่คิดว่าตนจะประสบความสำเร็จได้โดยไม่ต้องพึ่งพร ะเจ้า โลกปัจจุบันของเราอยู่ในอันตรายที่จะลืมความจริงประการนี้ และคิดว่ามนุษย์เรามีความสามารถพอที่จะสร้างบ้านเมือง และสร้างครอบครัวของตนหรือของนานาชาติได้โดยไม่ต้องพึ่งพระเจ้า ความตั้งใจเช่นนี้จะเป็นจริงไปไม่ได้ ถ้ามนุษย์ไม่เคารพกฎของพระเจ้า และให้กฎนี้ควบคุมกิจการต่างๆของตน คริสตชนจึงมีพันธะที่จะดำเนินชีวิตเป็นแบบฉบับแก่โลก เพื่อเตือนให้ระลึกถึงความจริงประการนี้

เพลงสดุดีที่ 128 พระเจ้าทรงอวยพรผู้จงรักภักดี
   เพลงสดุดีประเภทปรีชาญาณบทนี้ เป็นภาพของครอบครัวของผู้มีใจศรัทธาที่พระเจ้าประทานพระพรให้มีความสุข ทั้งในด้านวัตถุและด้านจิตใจ สดด บทนี้เน้นว่าการมีบุตรหลายคนเป็นพระพรพิเศษจากพระเจ้า ในความหมายของคริสตชน สดด บทนี้เป็นภาพของพระศาสนจักรในอุดมการณ์ พระศาสนจักรเป็นเสมือนภรรยาที่มีพระคริสตเจ้าเป็นเสมือนสามี บรรดาสัตบุรุษเป็นเสมือนบุตรที่อยู่รอบโต๊ะศักดิ์สิทธิ์ เพื่อรับศีลมหาสนิทซึ่งเป็นอาหารฝ่ายจิต อย่างไรก็ตามสังคมปัจจุบันกำลังคุกคา มคุณค่าของครอบครัวคริสตชนด้วยวิธีการต่างๆ เราจึงต้องพยายามปกป้องศักดิ์ศรีและค่านิยมของครอบครัวคริสตชนไว้ เพื่อทำให้ภาพของพระศาสนจักรในฐานะครอบครัวของพระเจ้าปรากฏเด่นชัดได้ในสังคมปัจจุบัน

เพลงสดุดีที่ 129 คำสาปแช่งศัตรูแห่งศิโยน
   สดด บทนี้แสดงความมั่นใจที่ชุมชนมีต่อพระเจ้า ผู้ประพันธ์หวนคิดถึงช่วงเวลาในอดีต ที่หลายครั้งชนต่างชาติได้เบียดเบี ยนประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร การที่พระองค์ทรงช่วยเขาให้รอดพ้นเสมอมาในอดีต เป็นเหตุผลให้เขาขอบพระคุณและวางใจได้ว่าพระองค์จะทรงทำเช่นนั้นต่อไปในอนาคต เขาจึงวอนขอให้พระองค์ทรงลงโทษศัตรู  เมื่อคริสตชนอธิษฐานภาวนาโดยใช้ สดด บทนี้ เขาอาจคิดถึงการเบียดเบียนที่พระศาสนจักรได้รับในช่วงเวลาและสถานที่ต่างๆ และขอบพระคุณพระองค์ซึ่งไม่ทรงยอมให้ศัตรูเอาชนะพระศาสนจักรได้ ตามที่พระคริสตเจ้าทรงสัญญาไว้ (มธ 16:18)

เพลงสดุดีที่ 130 การรอคอยให้พระเจ้าทรงไถ่กู้
  สดด ประเภท “คำอ้อนวอน” บทนี้เป็นหนึ่งในจำนวน “เพลงสดุดีขอสมาโทษ” 7 บท (ได้แก่ สดด 6; 12; 38; 51; 102; 130; 143) สดด 130 นี้เป็นบทที่ใช้บ่อยที่สุดทั้งในพิธีกรรมและในการภาวนาส่วนตัวควบคู่กับ สดด 51 เพลงสดุดีบทนี้สอนเรื่องชีวิตภายในอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับผลร้ายของบาป และยังสอนด้วยว่าพระเจ้าทรงพระกรุณาและทรงความรักอันใหญ่หลว ง ทรงพร้อมเสมอที่จะให้อภัย สำหรับคริสตชน ไม้กางเขนของพระเยซูเจ้าแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ว่าพระเจ้าทรงถือว่าบาปเป็นเรื่องหนัก แต่ความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ก็พร้อมเสมอจะให้อภัย

เพลงสดุดีที่ 131 ความวางใจดุจเด็กน้อย
   อาจไม่มีเพลงสดุดีบทใด ที่แสดงความสุภาพถ่อมตนเท่ากับเนื้อหาของ สดด บทนี้ ภาพของทารกน้อยในอ้อมกอดของมา รดาสะท้อนความเชื่อและความวางใจอย่างสมบูรณ์ ที่อิสราเอลมีต่อพระเจ้าให้เห็นได้อย่างชัดเจน พระเยซูเจ้าทรงสอนว่าถ้าเราไม่กลับเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ เราจะเข้าอาณาจักรสวรรค์ไม่ได้ (มธ 18:3)

เพลงสดุดีที่ 132 สัญลักษณ์การประทับอยู่ของพระเจ้า
   เพลงสดุดีเกี่ยวกับกษัตริย์บทนี้ เป็นเพลงสดุดีเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์บทหนึ่งที่สำคัญที่สุด ทั้งในธรรมประเพณีของชาวยิ วและของคริสตชน แต่เดิม สดด บทนี้ใช้ในพิธีกรรมระลึกถึงการที่กษัตริย์ดาวิดทรงอัญเชิญหีบพันธสัญญา เข้ามาประดิษฐานที่กรุงเยรูซาเล็ม ตามที่มีเล่าอยู่ใน 2 ซมอ 6 เพลงสดุดีบทนี้เน้นความคิดสองประการที่มีความสำคัญพิเศษ ในเทววิทยาของพันธสัญญาเดิม คือ การที่กษัตริย์ดาวิดทรงสาบานว่าจะทรงสร้างที่ประทับถวายพระเจ้า และการที่พระเจ้าทรงสัญญาจะสถาปนาพระราชวงศ์ของกษัตริย์ดาวิด และทรงเลือกเนินศิโยนเป็นที่ประทับของพระองค์ตลอดไป (ดู 2 ซมอ 7) สำหรับชา วยิว พระสัญญาของพระเจ้ากับกษัตริย์ดาวิดยังไม่เป็นความจริง เขายังรอคอยอยู่จนบัดนี้ ส่วนสำหรับคริสตชน พระสัญญานี้เป็นความจริงแล้วอย่างสมบูรณ์ในองค์พระเยซูเจ้า (ลก 1:31-33)

เพลงสดุดีที่ 133 ความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง
   เพลงสดุดีประเภทปรีชาญาณบทนี้ แต่เดิมอาจหมายถึงครอบครัวชาวอิสราเอลในความหมายตามตัวอักษร แต่การที่ สดด บทนี้ในปัจจุบันจัดไว้ในหมวด “เพลงของผู้แสวงบุญ” ทำให้ สดด บทนี้หมายถึงความสามัคคีกลมเกลียวฉันพี่น้องของประชากรของพระเจ้าที่มาชุมนุมนมัสการพระองค์ ในการเลี้ยงอาหารค่ำครั้งสุดท้าย พระเยซูเจ้าทรงอธิษฐานขอให้บรรดาศิษย์ของพระองค์มีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียว โดยมีความรักต่อกันเป็นเครื่องหมาย คริสตชนจึงมีหน้าที่ที่จะเสริมสร้างเอกภาพภายในพระศาสนจักรและในสังคมโดยส่วนรวมด้วย

เพลงสดุดีที่ 134 บทอธิษฐานภาวนาเวลาค่ำ
   เพลงสดุดีสั้นๆ และไพเราะบทนี้เป็นบทสุดท้ายใน 15 บทของเพลงสดุดีชุด “บทเพลงของผู้แสวงบุญ” เป็นเวลาเย็นแล้ว บรรดาผู้แสวงบุญกำลังออกจากบริเวณพระวิหาร จึงเชิญชวนบรรดาสมณะและนักขับร้องประจำพระวิหาร ให้สรรเสริญพระเจ้าในพิธีกรรมเวลาค่ำ บรรดาสมณะจึงกล่าวอวยพรบรรดาผู้แสวงบุญซึ่งกำลังจะจากไป พระเยซูเจ้าทรงใช้เวลากลางคืนเพื่ออธิษฐานภาวนาบ่อยๆ (เทียบ ลก 6:12) ทรงสอนบรรดาศิษย์ให้อธิษฐานภาวนาอยู่เสมอ (ลก 18:1) นักบุญเปาโลก็เตือนช าวเธสะโลนิกาให้ “อธิษฐานภาวนาโดยไม่หยุดหย่อน” ด้วย (1 ธส 5:17)

เพลงสดุดีที่ 135 เพลงสรรเสริญพระเจ้า
   สดด บทนี้เป็นเพลงใช้ในพิธีกรรมเพื่อสรรเสริญความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าซึ่งปรากฏในการเนรมิตสร้าง และในพระราชกิจยิ่งใหญ่ที่ทรงกระทำ เพื่อช่วยประชากรของพระองค์ในการอพยพและเข้ายึดครองแผ่นดินคานาอัน บรรดารูปเคารพของน านาชาติล้วนเป็นผลงานที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น ต่างกับพระเจ้าของอิสราเอลโดยสิ้นเชิง บรรดารูปเคารพเหล่านี้จึงช่วยผู้นมัสการให้รอดพ้นไม่ได้ คริสตชนจำนวนไม่น้อยทุกวันนี้ถูกประจญให้วางใจในรูปเคารพของโลกสมัยใหม่ แทนที่จะวางใจในพระเจ้าเที่ยงแท้เพียงพระองค์เดียวคือพระบิดาของพระเยซูคริสตเจ้า ความเชื่อที่แสดงออกใน สดด บทนี้น่าจะเป็นพลังบันดาลใจสำหรับเราทุกคน

เพลงสดุดีที่ 136 บทอธิษฐานภาวนาขอบพระคุณ
   สดด บทนี้เป็นเพลงสรรเสริญที่ยิ่งใหญ่บทหนึ่งในหนังสือเพลงสดุดี ต้องการยกย่องความรักมั่นคงใหญ่หลวงที่พระเจ้าทรงมีต่อประชากรอิสราเอลตลอดมา ลีลาของเพลงสดุดีบทนี้อยู่ที่สร้อยตอบรับ โดยบรรทัดที่สองของแต่ละข้อเป็นสร้อยตอบรับย้ำถึงความรักมั่นคงของพระเจ้าซึ่งดำรงอยู่ตลอดนิรันดร ความรักมั่นคงนี้แสดงให้ปรากฏในการเนรมิตสร้างโลก และในขั้นตอนต่างๆ ของประวัติศาสตร์ ซึ่งในที่สุดจะนำชนชาวอิสราเอลเข้ามาตั้งหลักแหล่งในดินแดนแห่งพระสัญญาดังที่พระเจ้าทร งสัญญาไว้ เหตุผลประการสุดท้ายที่เราจะต้องสรรเสริญพระองค์คือการที่ทรงเอื้ออาทรดูแลทุกสิ่งที่ทรงสร้างไว้ เพลงสดุดีบทนี้ยังมีที่ว่างให้คริสตชนเพิ่มเติมรายการพระพรต่างๆ ที่พระเจ้าประทานให้เขาในพระคริสตเจ้าเข้าไปอีกได้

เพลงสดุดีที่ 137 บทเพลงของผู้ถูกเนรเทศ
   สดด บทนี้เป็นเพลงคร่ำครวญของชุมชนในถิ่นเนรเทศ ผู้ประพันธ์ซึ่งคงจะเป็นนักดนตรีประจำพระวิหาร และถูกจับเป็นเ ชลยไปกรุงบาบิโลน ได้รับเชิญให้ขับร้องเพื่อความรื่นรมย์ของผู้ฟัง แต่เขาปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำเชิญนี้ เมื่อระลึกถึงความทุกข์ยากที่เพื่อนร่วมชาติได้รับในช่วงเวลาเนรเทศ เขารู้สึกว่าเมื่อถูกเนรเทศมาอยู่ต่างแดนเช่นนี้ เขาต้องสูญเสียทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องอยู่ห่างไกลจากกรุงเยรูซาเล็มที่เขารัก การระลึกถึงอดีตเช่นนี้ทำให้ผู้ประพันธ์ไม่อาจร้องเพลงให้เป็นที่รื่นรมย์แก่ใครได้ นอกจากนั้นยังก่อให้เกิดความรู้สึกเกลียดชังต้องการแก้แค้นเป็นข้อความในบรรทัดสุดท้ายอีกด้วย เ มื่อยอห์นและยากอบสองพี่น้องต้องการจะขอไฟจากสวรรค์ให้ลงมาเผาผลาญชาวสะมาเรียที่ไม่ยอมต้อนรับพระเยซูเจ้านั้น พระองค์ทรงตำหนิเขาทั้งสองอย่างรุนแรง (ลก 9:52-55) เมื่อรู้คำสอนและเห็นกระทำของพระเยซูเจ้าเช่นนี้แล้ว เราคริสตชนจะต้องละเว้นไม่แก้แค้นเลย

เพลงสดุดีที่ 138 บทเพลงขอบพระคุณพระเจ้า
ผู้ประพันธ์ สดด บทนี้ทำหน้าที่เป็นผู้แทนชุมชน ขอบพระคุณพระเจ้าสำหร้บพระพรต่างๆ ที่เคยได้รับมา เขาเคยสัมผัสกับค วามรักมั่นคงของพระเจ้าแล้ว จึงมั่นใจว่าพระองค์จะทรงคุ้มครองเขาให้พ้นจากอันตรายในอนาคตด้วย เขายังปรารถนาให้ชนต่างชาติรับรู้ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าแห่งอิสราเอลว่าทรงดูแลมนุษย์ทุกคน คริสตชนย่อมมีความมั่นใจยิ่งขึ้นว่าพระเจ้าทรงซื่อสัตย์ในความรักจนถึงที่สุด นักบุญเปาโลเขียนถึง คริสตชนชาวฟีลิปปีว่า “ข้าพเจ้ามั่นใจว่าพระเจ้าผู้ทรงเริ่มกิจการที่ดีนี้ในท่านแล้ว จะทรงกระทำต่อไปให้สำเร็จบริบูรณ์จนถึงวันของพระคริสตเยซู” (ฟป 1:6)

เพลงสดุดีที่ 139 สรรเสริญพระเจ้าผู้ทรงรอบรู้
     เพลงสดุดีประเภทปรีชาญาณบทนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นการคำนึงถึงพระเจ้าโดยสนทนากับพระองค์ เนื้อหาส่วนใหญ่ของเพลงสดุดีบทนี้กล่าวถึงการที่พระเจ้าทรงรู้จักมนุษย์อย่างสมบูรณ์และกล่าวถึงการที่พระเจ้าประทับอยู่ในทุกส่วนของจักรวาล นอกจากนั้นยังกล่าวถึงการที่ทรงสร้างจักรวาลอย่างน่าพิศวงอีกด้วย ส่วนสุดท้ายของเพลงสดุดีเป็นคำภาวนาขอให้พระเจ้าท รงขจัดคนชั่วทั้งหลายให้หมดสิ้น เราจะต้องมีสันติและความสงบใจเสมอเพราะรู้ว่าเราอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระบิดาผู้ทรงรักเรานั่นเอง

เพลงสดุดีที่ 140 คำวอนขอให้พ้นจากคนชั่วร้าย
สดด บทนี้เป็นตัวอย่างของเพลงสดุดีอ้อนวอนที่ผู้ประพันธ์วอนขอพระเจ้าให้ทรงช่วยเขาให้รอดพ้นจากศัตรู ผู้ประพันธ์ใช้ภา ษาที่ใช้กันเป็นสูตรบรรยายถึงความทุกข์ที่ได้รับ เราจึงไม่อาจบอกได้ว่าเขาอยู่ในสภาพการณ์อย่างไรแน่ อาจจะเป็นการดีถ้าจะเข้าใจว่า สดด บทนี้กล่าวถึงประสบการณ์อันขมขื่นของประชากรอิสราเอล เมื่อถูกชนต่างชาติเบียดเบียนข่มเหงตลอดเวลาในอดีต ประวัติของพระศาสนจักรและของคริสตชนแต่ละคนก็เป็นเช่นนี้บ่อยๆ เพราะฉะนั้นเพลงสดุดีบทนี้จึงเป็นคำภาวนาของคริสตชนได้อย่างดี

เพลงสดุดีที่ 141คำวอนขออย่าให้แพ้การประจญ
   ผู้ประพันธ์ใช้ สดด ประเภทคำอ้อนวอนบทนี้แสดงความปรารถนาจะถอยห่างจากคนชั่ว ที่พยายามชักชวนเขาให้มาร่วมโต๊ะเพื่อสร้างมิตรภาพและดำเนินชีวิตแบบเดียวกัน เขาวอนขอพระเจ้าให้ประทานกำลังและทรงคุ้มครองไม่ให้เขาต้องพ่ายแพ้ต่อการประจญ คริสตชนจะต้องประสบกับสถานการณ์คล้ายกันนี้ด้วย พระเยซูเจ้าจึงทรงสอนให้เราเฝ้าระวังและอธิษฐานภาวนาเพื่อจะไม่ต้องพ่ายแพ้แก่การประจญ (เทียบ มธ 6:13; 26:41)

เพลงสดุดีที่ 142 คำภาวนาของผู้ถูกเบียดเบียน
   ผู้ประพันธ์คำอ้อนวอนบทนี้ถูกจองจำ เพราะถูกกล่าวหาโดยที่มิได้ทำผิดอะไร. “เรือนจำ” ในที่นี้อาจเป็นภาพเปรียบเทียบถึงความทุกข์ที่ทำให้เขารู้สึกว่าถูกเบียดเบียน และถูกทอดทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยว แต่เขาก็มั่นใจว่าถึงมนุษย์จะไม่มาช่วย พระเจ้าจะเสด็จมาช่วยเหลือตนอย่างแน่นอน ความคิดที่น่าสังเกตใน สดด บทนี้คือผู้ประพันธ์มิได้วอนขอพระเจ้า ให้ทรงทำลายศั ตรูเหมือนในเพลงสดุดีประเภทอ้อนวอนทั่วๆ ไป คริสตชนจึงแลเห็นภาพของพระคริสตเจ้าผู้ทรงรับทรมานได้อย่างชัดเจนใน สดด บทนี้

เพลงสดุดีที่ 143 คำวอนขออย่างถ่อมตน
   สดด บทนี้เป็นบทสุดท้ายในบรรดา “เพลงสดุดีขอสมาโทษ” ทั้ง 7 บท (สดด 6; 32; 38; 51; 102; 130; 143) ผู้ประพัน ธ์สำนึกในความผิดของตน จึงภาวนาขอพระเมตตาจากพระเจ้ามากกว่าขอความยุติธรรมให้ทรงลงโทษศัตรูผู้ทำร้ายตน คำภาวนาของเขาได้พลังบันดาลใจมาจากความซื่อสัตย์ที่พระเจ้าทรงสำแดงในอดีตเพื่อช่วยเหลือประชากรของพระองค์ เมื่อคริสตชนใช้ สดด บทนี้ภาวนา จึงควรระลึกว่าตนเป็นคนบาป พร้อมกับระลึกถึงพระทัยดีและความรักของพระบิดาในนิทานเปรียบเทียบเรื่อง “ลูกล้างผลาญ” (หรือเรื่อง “บิดาผู้ใจดี”) (ลก 15:11-32) และคิดถึงคำสอนของนักบุญเปาโลที่ว่าความชอบ ธรรมของเรามิได้มาจากกิจการดีงามที่เราทำ แต่มาจากกิจการกอบกู้ของพระคริสตเจ้า (เทียบ รม 3:20,24,28; 5:;1; กท 2:16; 3:11)

เพลงสดุดีที่ 144 คำภาวนาขอชัยชนะ
   เพลงสดุดีเกี่ยวกับกษัตริย์บทนี้ ชวนให้คิดถึงพิธีกรรมที่พระราชาในฐานะจอมทัพของประชากรอิสราเอลวอนขอพระเจ้าก่ อนจะทรงยาตราทัพออกไปทำสงคราม หรือเมื่อเสด็จกลับมาเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะ จะสังเกตเห็นได้ชัดว่า สดด บทนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก สดด 18 อย่างมาก เพลงสดุดีทั้งสองบทอาจใช้ในโอกาสเดียวกัน ภาคหลังของ สดด บทนี้แสดงความปรารถนาของพระราชาที่จะเห็นความเจริญรุ่งเรืองและสันติภาพ ในสมัยที่อิสราเอลไม่มีกษัตริย์ปกครองอีกต่อไป สดด บทนี้คงได้รับความหมายเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ แสดงความหวังถึงอนาคตอันรุ่งเรืองของอิสราเอล เราคริสตชนเข้าใจว่าความหวังดังกล่าวสำเร็จเป็นความจริงแล้วในองค์พระคริสตเจ้า

เพลงสดุดีที่ 145 เพลงสรรเสริญพระยาห์เวห์ทรงเป็นกษัตริย์
   สดด บทนี้เป็นบทเพลงสรรเสริญพระเจ้าทรงเป็นกษัตริย์แห่งสกลจักรวาลตลอดนิรันดร เขียนขึ้นในแบบกลบทอักษร แต่ละข้อเริ่มต้นด้วยพยัญชนะภาษาฮีบรูเรียงตามลำดับเหมือน สดด 9-10; 25; 119 ความคิดหลักใน สดด บทนี้คือความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และความดีของพระองค์ในการเนรมิตสร้างสรรพสิ่ง มนุษย์จะต้องประกาศความยิ่งใหญ่และความดีนี้ต่อๆ ไป ทุกยุคทุกสมัย พระเยซูเจ้าทรงสำแดงให้เรารู้จักพระอานุภาพและความดีของพระเจ้า และทรงสรรเสริญพระบิดา (มธ 11:25) จดหมายถึงชาวเอเฟซัสเริ่มด้วยรายการยืดยาวของพระพร ที่คริสตชนได้รับในองค์พระคริสตเจ้า คริสตชนทุกคนจึงต้องตอบสนองโดยสรรเสริญขอบพระคุณพระองค์โดยไม่หยุดยั้ง (เทียบ อฟ 1:3-14)

เพลงสดุดีที่ 146 เพลงสรรเสริญพระเจ้าผู้ประทานความช่วยเหลือ
   สดด บทนี้เป็นบทแรกในบรรดาเพลงสดุดี “ฮัลเลลูยา” 5 บทซึ่งปิดท้ายหนังสือเพลงสดุดี แต่ละบทจะเริ่มต้นและลงท้ายด้ วยข้อความที่ใช้ในพิธีกรรม “ฮัลเลลูยา” = “จงสรรเสริญพระยาห์เวห์เถิด” ผู้ประพันธ์ สดด บทนี้ในลีลาแบบวรรณกรรมปรีชาญาณชี้ให้เห็นความโง่เขลาของผู้ที่วางใจในมนุษย์ที่ตายได้ แทนที่จะแสวงหาความรอดพ้นจากพระเจ้าผู้ทรงเป็นอมต ต่อจากนั้นเขายกย่องความดีที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้ที่อยู่ในความทุกข์ยาก ผู้ถูกจองจำ คนตาบอด คนถูกรังแก คนต่างด้าว ลูกกำพร้าและหญิงม่าย พระเยซูเจ้าทรงบอกในศาลาธรรมที่เมืองนาซาเร็ธว่าพระองค์ทรงมีภารกิจเช่นเดียวกันนี้ด้วย (เทียบ ลก 4:16-21) คริสตชนแต่ละคนได้รับเรียกมาในสืบทอดภารกิจเช่นนี้ในหมู่ผู้ยากจนขัดสนในปัจจุบันนี้ด้วย

เพลงสดุดีที่ 147 เพลงสรรเสริญพระผู้ทรงสรรพานุภาพ
   ภาคแรกของ สดด บทนี้เป็นการสรรเสริญพระเจ้าที่ทรงนำประชากรอิสราเอลกลับจากแดนเนรเทศ และทรงฟื้นฟูกรุงเยรู ซาเล็มขึ้นใหม่ ภาคที่สองสรรเสริญพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นพระผู้สร้าง และทรงจัดหาสิ่งที่จำเป็นสำหรับสรรพสิ่งที่ทรงสร้างไว้ ส่วนภาคสุดท้าย ผู้ประพันธ์เชิญชวนกรุงเยรูซาเล็มโดยเฉพาะให้สรรเสริญพระเจ้าที่ประทานพระพรพิเศษ คือความปลอดภัย สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ตน แต่พระพรพิเศษสุดที่ไม่เคยประทานให้แก่ผู้ใดเลย คือการที่ทรงเปิดเผยความจริงในรูปแบบของธรรมบัญญัติ พระพรนี้พระองค์ทรงสงวนไว้สำหรับอิสราเอลเท่านั้น พระพรพิเศษที่พระเจ้าประทา นแก่กรุงเยรูซาเล็มและอิสราเอลนั้นบัดนี้ตกเป็นของพระศาสนจักร ซึ่งเป็นเสมือนประชากรอิสราเอลใหม่ของพระเจ้า
   สำนวนแปลภาษากรีกและละตินแบ่ง สดด บทนี้ออกเป็นสองบท ได้แก่ สดด 147:1-11 เป็น สดด 146 (กรีกและละติน) และ สดด 147:12-20 เป็น สดด 147 (กรีกและละติน) ตั้งแต่ สดด 148 เป็นต้นไป เลขประจำเพลงสดุดีจะตรงกันอีกทั้งในฉบับภาษาฮีบรู กรีกและละติน

เพลงสดุดีที่ 148 จักรวาลสรรเสริญพระเจ้า
   ใน สดด บทนี้ ผู้ประพันธ์เชิญชวนสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างทั้งบนท้องฟ้าและบนแผ่นดิน ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ให้สรรเสริญพระเจ้า อิสราเอลซึ่งเป็นประชากรที่ใกล้ชิดพระองค์มากที่สุดจะต้องเป็นผู้นำในการสรรเสริญนี้ บัดนี้ คริสตชนได้รับเกียรติให้เป็นประชากรอิสราเอลใหม่ จึงต้องรับหน้าที่นี้เป็นของตนด้วย

เพลงสดุดีที่ 149 เพลงฉลองชัย
   สดด บทนี้เชิญชวนประชาชนให้ขับร้องและเต้นรำสรรเสริญพระเจ้า แต่ประชาชนยังถือดาบพร้อมที่จะปกป้องนครศิโยนอีกด้วย สดด บทนี้น่าจะมีกำเนิดขึ้นในพิธีกรรมเฉลิมฉลองชัยชนะที่อิสราเอลเคยพิชิตศัตรูในอดีต เป็นการแสดงการต่อสู้ให้อนุชนในปัจจุบันได้แลเห็น และเป็นประกันว่าเขาจะได้รับชัยชนะด้วยเมื่อจะต้องต่อสู้ในอนาคต คริสตชนไม่ควรจะใช้ดาบเพื่อต่อสู้กับศัตรูของพระศาสนจักร (เทียบ มธ 26:52) แต่เขาอาจใช้ “อาวุธยุทธภัณฑ์ของพระเจ้า” (อฟ 6:11) “เกราะศีรษ ะแห่งความรอดพ้น ดาบของพระจิตเจ้า ซึ่งได้แก่พระวาจาของพระเจ้า” (เทียบ อฟ 6:17) เพื่อต่อสู้กับศัตรูฝ่ายจิตที่มีกำลังเหนือกว่าได้ (เทียบ อฟ 6:12)

เพลงสดุดีที่ 150 เพลงสรรเสริญส่งท้าย
   เป็นการเหมาะสมแล้ว ที่เพลงบทสุดท้ายในหนังสือเพลงสดุดีจะเป็นการเชิญชวนสรรพสิ่งในโลก และบนสวรรค์ให้บรรเล งดนตรีสรรเสริญพระเจ้า พร้อมกับนักดนตรีและนักเต้นรำของพระวิหาร สดด บทนี้เป็นบทเพลงสรรเสริญเพื่อปิดหนังสือเพลงสดุดีทั้ง 150 บท จึงรื้อฟื้นเจตนาของเพลงสดุดีแต่ละบทอีกครั้งหนึ่ง เพลงเหล่านี้มีไว้เพื่อ “สรรเสริญพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า” (เทียบ อฟ 1:12,14) แต่เจตนานี้จะสำเร็จบริบูรณ์ได้ในอนาคตเท่านั้น “เมื่อนั้นข้าพเจ้าได้ยินเสียงสิ่งสร้างทั้งมวล ทั้งที่อยู่ในสวรรค์และบนแผ่นดิน ทั้งใต้พิภพและในทะเล และทุกสิ่งที่อยู่ในที่เหล่านั้น ร้องสรรเสริญว่า “พระองค์ผู้ประทับบ นพระบัลลังก์และลูกแกะจงได้รับคำถวายพระพร พระเกียรติยศ พระสิริรุ่งโรจน์และอำนาจปกครอง ตลอดนิรันดรเทอญ” (วว 5:13)