Home

       รวมบทความทั่วไป
                   -
บทความเรื่องจงให้อภัย จงอย่าลืม
                   -
ระลึกถึงนักบุญหลุยส์ กษัตริย์แห่งฝรั่งเศส
                   -
ระลึกถึงนักบุญยอห์นบัปติสถูกตัดศีรษะ
                   -
พระวาจาหนุนใจในเหตุการณ์ต่างๆของชีวิต ตอนที่ 1

                   - พระวาจาหนุนใจในเหตุการณ์ต่างๆของชีวิต ตอนที่ 2

                   - ฉลองแม่พระบังเกิด

                   - การรับศีลและการแก้บาปเป็นของคู่กัน

 

     - สมณกฤษฎีกาว่าด้วยงานแพร่ธรรม

     - ประกาศพระวรสารในโลกปัจจุบัน

     - พระสมณลิขิตเตือน
       “พระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้า”

  

 

 

     - คณะพลมารีย์

     - คณะวินเซน เดอ ปอล

     - คณะคูร์ซิลโล แห่งพระคริสตศาสนา

     - คณะเซอร่า

   - คณะแพร่ธรรมแห่งแม่พระฟาติมา

   - คณะอัศวินแห่งศีลมหาสนิท

   - คณะพระเมตตา

  

 

 

     - ข่าวคณะพลมารีย์

     - ข่าวคณะวินเซน เดอ ปอล

     - ข่าวคณะคูร์ซิลโล แห่งพระคริสตศาสนา

     - ข่าวคณะเซอร่า

     - ข่าวคณะแพร่ธรรมแห่งแม่พระฟาติมา

     - ข่าวคณะอัศวินแห่งศีลมหาสนิท

     - ข่าวคณะพระเมตตา

  

 

     - คณะพลมารีย์ ฉลอง 95 ปี และแสวงบุญประตูศักดิ์สิทธิ์

     - กิจกรรมสัญจรนำพระวาจาสู่ปวงชน

     - งานส่งเสริมเอกภาพองค์กรเพื่อสร้างผู้นำ

    

 

    

      

    

 

    

 

    

 

    

 

    

 

    
 

    

        
โดย..ศิลาหัวมุม

        ทุกวันนี้ “สายประคำ” กลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่แสดงถึงการเป็นคริสตัง ทันทีที่เราเห็นสายประคำห้อยอยู่ที่หน้ารถคันใดคันหนึ่ง เรารู้ได้ทันที่ว่า เจ้าของรถคันนี้ต้องเป็นคริสตังอย่างแน่นอน แต่ตราบใดที่สายประคำยังคงถูกแขวนไว้ที่หน้ารถยนต์ โดยเจ้าของรถไม่เคยสวดภาวนาสายประคำแต่อย่างใด เหมือนสายประคำที่ผูกคล้องไว้ที่หิ้งพระตามบ้านคริสตังแบบปล่อยทิ้งไว้ให้ใยแมงมุมหรือฝุ่นจับ สัญลักษณ์แห่งการเป็นคริสตังของสายประคำก็ไร้คุณค่าไม่มีความหมายแ ต่อย่างใด ไม่สามารถช่วยให้ผู้มีสายประคำอยู่กับตัวเป็นคริสตังจริงๆสมชื่อได้เลยแม้แต่น้อย เพราะสายประคำเป็นแต่เพียง “สิ่งคล้ายศีลศักดิ์สิทธิ์” จะสามารถกลายเป็นเครื่องมือนำพระพรแห่งชีวิตคริสตังของพระเจ้าเข้าสู่ชีวิตได้ก็ต่อเมื่อถูกนำมาใช้สวดภาวนาเท่านั้น

        พระสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 ได้กล่าวถึงคุณค่าของสายประคำในพระสมณสาสน์ว่าด้วยการนับถือพระนางมารีย์ว่ า คุณค่าแห่งกิจปฏิบัติศรัทธาในสายประคำของพระนางมารีย์อยู่ที่ การทำให้การสวดภาวนาสายประคำเป็นการ “เพ่งพินิจรำพึง” แบบ “สรรเสริญและวิงวอน” พร้อมๆกับ สิ่งที่พระสันตะปาปาเรียกว่า “บทย่อพระวรสารทั้งเล่ม” ตลอดการสวดภาวนานั้น

เมื่อเราสวดภาวนาสายประคำเราทำการเพ่งพินิจรำพึงด้วยการ “ย้ำซ้ำๆ” ถึงความรู้สึกภายในจิตใจของเราตามถ้อยคำในพระวรสารที่พระนางมารีอากล่าวสรรเสริญพระเจ้าว่า “วิญญาณข้าพเจ้าประกาศความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า จิตใจ ของข้าพเจ้ าชื่นชมยินดีในพระเจ้าพระผู้กอบกู้ข้าพเจ้า เพราะพระองค์ทรงทอดพระเนตผู้รับใช้ต่ำต้อยของพระองค์” เป็นคำภาวนาของพระนางที่เกิดขึ้นหลังจากที่นางเอลีซาเบธผู้เปี่ยมไปด้วยพระจิตเจ้ากล่าวกับพระนางว่า “เธอได้รับพระพรยิ่งกว่าหญิงใดๆ” การให้ความรู้สึกเช่นนี้ถูกย้ำซ้ำๆในจิตใจของเราตลอดการสวดบทวันทามารีอาในขณะที่มือสาวสายประคำไปด้วยนี่แหละ เป็นการทำให้การสวดสายประคำของเราเป็นการเพ่งพินิจภาวนา “สรรเสริญพระเจ้า” ตามแบบอย่างชีวิตของพระนามารีย์

        นี่คือการทำให้การปฏิบัติกิจศรัทธาในสายประคำในชีวิตของเรามีคุณค่า ทำให้ชีวิตของเรากลายเป็นหนังสือพระวรสารที่มีชีวิตอยู่จริงๆในโลกปัจจุบัน เราทำให้พระวาจาของพระเจ้าเข้ามาร่วมส่วนในชีวิตของเราในปัจจุบันเหมือนที่เคยทำงานอยู่ในชีวิตของพระนางมารีย์เมื่อสองพันปีก่อนโน้น พร้อมๆกับการภาวนาแบบสรรเสริญกับพระนางมารีย์ เรายังสามา รถภ าวนาแบบวิงวอนต่อพระเจ้าพร้อมๆบพระนางร่วมไปด้วย ด้วยการวอนของพระเจ้าผ่านทางพระนางให้เราผู้เป็นคนบาปได้รับการดูแลและกอบกู้จากพระเจ้าสมได้รับพรจากพระองค์เช่นเดียวกับพระนาง ความรู้สึกแห่งการภาวนาวิงวอนนี้จะเกิดขึ้น “ย้ำซ้ำๆ อยู่ในจิตใจของเราพร้อมๆกับคำภาวนาบทวันทามารีอาในท่อนที่สองที่ว่า “โปรดภาวนาเพื่อเราคนบาป บัดนี้และเมื่อจะตาย อาแมน”