Home

 

     - สมณกฤษฎีกาว่าด้วยงานแพร่ธรรม

     - ประกาศพระวรสารในโลกปัจจุบัน

     - พระสมณลิขิตเตือน
       “พระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้า”

  

 

 

     - คณะพลมารีย์

     - คณะวินเซน เดอ ปอล

     - คณะคูร์ซิลโล แห่งพระคริสตศาสนา

     - คณะเซอร่า

   - คณะแพร่ธรรมแห่งแม่พระฟาติมา

   - คณะอัศวินแห่งศีลมหาสนิท

   - คณะพระเมตตา

  

 

 

     - ข่าวคณะพลมารีย์

     - ข่าวคณะวินเซน เดอ ปอล

     - ข่าวคณะคูร์ซิลโล แห่งพระคริสตศาสนา

     - ข่าวคณะเซอร่า

     - ข่าวคณะแพร่ธรรมแห่งแม่พระฟาติมา

     - ข่าวคณะอัศวินแห่งศีลมหาสนิท

     - ข่าวคณะพระเมตตา

  

 

     - อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

     - วัดแม่พระฟาติมา

    

    

 

    

      

    

 

    

 

    

 

    

 

    

 

    
 

    

             ที่มา แผนกคริสตศาสนธรรมกรุงเทพฯ

เพลงสดุดีที่ 1 ทางสองแพร่ง
   สดด บทนี้อยู่ในประเภท "ปรีชาญาณ" เป็นบทนำของหนังสือเพลงสดุดีทั้งเล่ม แสดงให้เห็นว่าเรามีทางเลือกได้ 2 ทาง ทางหนึ่งคือการปฏิบัติตามธรรมบัญญัติของพระเจ้า ซึ่งนำไปสู่ชีวิตและความสุข อีกทางหนึ่งก็คือทางของความอธรรมที่นำไปสู่หายนะ พันธสัญญาเดิมมักกล่าวถึงทางเลือกทั้งสองนี้ซึ่งมนุษย์ทุกคนต้องเผชิญและตัดสินใจ (ฉธบ 30:15; ยรม 21:8-9; สภษ 4:18) ในภาษาของพันธสัญญาใหม่ พระเยซูเจ้าจะตรัสถึง "การเข้าประตูแคบหรือเข้าประตูกว้าง" (มธ 7:13-14) ซึ่งหมายความว่าเราจะเลือกอยู่ข้างพระคริสตเจ้าหรืออยู่ตรงข้ามกับพระองค์ (มธ 12:30)

เพลงสดุดีที่ 2อำนาจปกครองของพระเมสสิยาห์
   สดด บทนี้กล่าวถึงกษัตริย์ แต่เดิมใช้ในพระราชพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์ราชวงศ์ดาวิดที่กรุงเยรูซาเล็ม หลังสมัยเนรเท ศเมื่อชาวอิสราเอลไม่มีกษัตริย์อีกแล้ว เขายังใช้ สดด บทนี้แสดงความหวังว่าสักวันหนึ่ง กษัตริย์อีกองค์หนึ่งจากราชวงศ์ดาวิดจะเสด็จมาเริ่มศักราชแห่งสันติภาพ และความรุ่งเรืองอย่างสมบูรณ์ ประกาศกหลายท่านกล่าวถึงความหวังนี้บ่อยๆ เนื่องจากว่าความหวังเช่นนี้ มิได้เป็นความจริงในสมัยพันธสัญญาเดิม คริสตชนในสมัยแรก จึงเห็นว่าพระเยซูเจ้าทรงทำให้ความหวังดังกล่าวเป็นความจริง (กจ 4:25-28;  13:32-33) เราคริสตชนจึงอาจใช้ สดด บทนี้ได้ด้วยความมั่นใจว่าพระคริสตเจ้า จอมกษัตริย์จะทรงมีชัยชนะเหนืออำนาจของโลก ที่ต่อต้านคำสั่งสอนของพระองค์ และจะทรงสถาปนาพระอาณาจักรที่มีพระเจ้าทรงเป็นผู้ปกครองขึ้นในโลกนี้อย่างแน่นอน

เพลงสดุดีที่ 3 บทภาวนาเวลาเช้าของผู้ชอบธรรมที่ถูกข่มเหง
   สดด บทนี้เป็นบทภาวนาเวลาเช้าของผู้ชอบธรรมซึ่งมีศัตรูและปัญหาต่างๆห้อมล้อมอยู่ แต่เขาแน่ใจว่าพระเจ้าทรงอยู่ใก ล้ชิดกับเขา จึงมีความมั่นใจและมีสันติ คริสตชนก็เช่นกัน จะเผชิญกับศัตรูทั้งภายนอก และภายในได้ก็โดยมีความเชื่อและความมั่นใจว่าในที่สุดพระเจ้าจะเสด็จมาช่วยตนให้พ้นจากอันตราย นักบุญออกัสตินเข้าใจว่า"ศัตรู" ใน สดด บทนี้คือความชั่วและตัณหาต่างๆ ที่คริสตชนแต่ละคนจะต้องต่อสู้ในชีวิตประจำวัน

เพลงสดุดีที่ 4 บทภาวนาเวลาเย็น
   ในบทภาวนาเวลาค่ำบทนี้ ผู้ชอบธรรมแสดงความทุกข์ที่เห็นคนอันธพาลผู้มีอำนาจกล่าวมุสาและใส่ความ น่าอนาถที่คนอั นธพาลเหล่านี้มุ่งหาค่านิยมจอมปลอมของชีวิต เขาจึงพยายามชี้ให้เห็นความถูกต้อง สำหรับผู้ชอบธรรมนี้ มิตรภาพกับพระเจ้าคือบ่อเกิดแห่งความยินดีที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ความร่ำรวยทางวัตถุใดๆจะนำมาให้ได้ สดด บทนี้เป็นคำภาวนาที่เปี่ยมด้วยความไว้วางใจว่าพระเจ้าจะทรงคุ้มครองป้องกันเขาให้พ้นจากศัตรูและภยันตรายต่างๆที่แฝงเข้ามาในยามค่ำมืดเวลากลางคืน

เพลงสดุดีที่ 5 บทภาวนาเวลาเช้า
   ชนเลวีผู้นี้ถูกใส่ความกล่าวหา จึงลุกขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อขอความยุติธรรมจากพระเจ้าในพระวิหาร เขารู้ว่าพระเจ้าทรงเกลียดชังความชั่วทั้งหลาย แต่ทรงอวยพรผู้ที่ดำเนินชีวิตอย่างดี ในฐานะคริสตชน เราไม่อาจมีความเคียดแค้นอย่างที่กล่าวไว้ใน สดด บทนี้ได้ แต่เราเรียนรู้ได้ว่าเราต้องไม่ยอมประนีประนอมเลยกับสิ่งที่เรารู้ว่าเป็นสิ่งไม่ดีไม่ว่าในกรณีใดๆ พระศาส นจักร หรือ คริสตชนแต่ละคนอาจใช้เพลงสดุดีที่ "กล่าวถึงการแก้แค้น" เพื่อแสดงถึงความปรารถนาของเราที่จะเห็นความถูกต้อง และความยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคมมนุษย์

เพลงสดุดีที่ 6 คำวอนขอในยามยากลำบาก
   สดด บทนี้เป็นบทแรกในชุดเพลงสดุดี 7 บทที่คริสตชนแต่โบราณเรียกว่า "เพลงสดุดีขอสมาโทษ" (Penitential Psalms คือ สดด 6; 32; 38; 51; 102; 130 และ 143) สดด บทนี้เป็นคำอ้อนวอนของผู้ป่วยที่กำลังทนทุกข์อย่างสาหัส และรู้สึกว่าวาระสุดท้ายใกล้เข้ามาแล้ว เขาจึงวอนขอพระเจ้าได้ทรงช่วยให้พ้นจากความตาย โดยให้เหตุผลว่าถ้าเขาตายไป พระองค์ก็จะขาดผู้นมัสการพระองค์ไปหนึ่งคน ชาวอิสราเอลในพันธสัญญาเดิมยังไม่ได้รับการเปิดเผยเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย บทภาวนาบทนี้จบลงด้วยข้อความที่แสดงความไว้ใจว่าพระเจ้าทรงได้ยินเสียงร้องไห้ของเขาแล้ว เราคริสตชนอาจใช้ สดด บทนี้เพื่อแสดงความทุกข์ถึงบาป ทั้งบาปส่วนตัวและบาปของสังคม เพราะถ้าจะคิดให้ถึงที่สุด ต้องนับว่าบาปเป็นสาเหตุของความทุกข์และความเลวร้ายทั้งหลายที่เราประสบในโลกนี้

เพลงสดุดีที่ 7 บทภาวนาของผู้ชอบธรรมในยามถูกเบียดเบียน
   สดด บทนี้เป็นคำรำพันของผู้ที่ถูกใส่ร้ายกล่าวหา เขาเข้ามาในพระวิหารเพื่อแสวงหาความปลอดภัย และขอให้พระเจ้าทร งปกป้องความบริสุทธิ์ของเขา ในฐานะคริสตชน เราไม่อาจยืนยันความบริสุทธิ์ของเราโดยวิธีเดียวกันนี้ได้ เพราะรู้ดีว่าเราทุกคนเป็นคนบาป แต่ในเวลาเดียวกัน เราอาจยืนยันความบริสุทธิ์ของพระคริสตเจ้าซึ่งเป็นเสมือนอาภรณ์ที่เราสวมอยู่ (เทียบ กท 3:27) และพระองค์ประทานความชอบธรรมของพระองค์ ให้เป็นความชอบธรรมของเราด้วย (เทียบ รม 5:18-19)

เพลงสดุดีที่ 8 อานุภาพแห่งพระนามของพระเจ้า
   สดด บทนี้สรรเสริญพระเจ้าพระผู้ทรงเนรมิตสร้างจักรวาลซึ่งสะท้อนให้เราแลเห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์ เมื่อเราพิจารณาดูความยิ่งใหญ่ของจักรวาล จะรู้สึกว่าเราช่างเล็กน้อยไม่มีความหมายอะไรเลย ถึงกระนั้น เมื่อเทียบกับสิ่งสร้างทั้งหลาย มนุษย์ก็มีศักดิ์ศรีต่อหน้าพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงสร้างมนุษย์มาตามรูปแบบเหมือนพระองค์ มีความยิ่งใหญ่เทียมเท่า สิ่งสร้างในสวรรค์    ฮบ 2:9 อธิบายว่าความยิ่งใหญ่ดังกล่าวของมนุษย์เป็นความจริงอย่างบริบูรณ์ในองค์พระคริสตเจ้า ในฐานะที่เป็นคริสตชน เราเป็นส่วนหนึ่งของพระกายทิพย์ของพระคริสตเจ้า เราจึงมีศักดิ์ศรียิ่งใหญ่กว่าศักดิ์ศรีที่เราได้รับเมื่อพระเจ้าทรงสร้างเรามาตามรูปแบบเหมือนพระองค์

เพลงสดุดีที่ 9-10พระเจ้าทรงทำลายคนชั่วและทรงช่วยผู้ต่ำต้อยให้รอดพ้น
   ภาคแรกของเพลงสดุดี "กลบทอักษร" บทนี้แต่เดิมคงเป็นบทภาวนาที่แสดงการขอบพระคุณ ในการกลับจากการเนรเท ศที่กรุงบาบิโลน แต่ความยินดีที่ได้กลับบ้านเกิดเมืองนอนของคนเหล่านี้จางหายไปในไม่ช้า เพราะผู้ที่เข้ามายึดครองที่ดิน (ของผู้ที่ถูกเนรเทศ) และชาวอิสราเอลที่ตกค้างอยู่ในแผ่นดินปาเลสไตน์ (ไม่ถูกจับเป็นเชลยไปกรุงบาบิโลน) คิดว่าผู้กลับจากเนรเทศเป็นคนต่างถิ่น จึงคอยกลั่นแกล้ง ภาคสองของเพลงสดุดีเป็นคำภาวนาของคนยากจน และถูกเบียดเบียนที่หมดความอดทนแต่ยังวางใจพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงฟังคำอ้อนวอนของตนและลงโทษศัตรูที่เบียดเบียน พระคัมภีร์ภาษาฮีบรูนั บ สดด บทนี้เป็น 2 บทแยกกัน แต่อันที่จริงต้องนับเป็นบทเดียว เพราะมีการเรียงข้อต่างๆ ตามลำดับอักษรภาษาฮีบรู พระคัมภีร์ฉบับภาษากรีกและละตินจึงทำถูกแล้วที่นับ สดด บทนี้เป็นบทเดียว ความแตกต่างในการกำหนดหมายเลขเพลงสดุดีจึงเริ่มขึ้นที่นี่ โดยทั่วไปแล้วหมายเลขประจำบทในภาษาฮีบรู จะมากกว่าฉบับภาษากรีก-ละติน 1 หน่วย คำแปลภาษาปัจจุบันโดยทั่วไปมักใช้หมายเลขลำดับตามฉบับภาษาฮีบรู

เพลงสดุดีที่ 11ผู้ชอบธรรมวางใจในพระเจ้า
   ในสังคมที่ไม่มีกฎเกณฑ์ทางศาสนาและศีลธรรม คนดีมีธรรมจะต้องวิ่งหนีจึงจะปลอดภัยหรือ? ผู้นิพนธ์เพลงสดุดีตอบว่าไม่จำเป็น ผู้ที่วางใจในพระเจ้าไม่มีเหตุผลจะต้องกลัว คริสตชนที่ได้ฟังพระบัญชาขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้เป็น "เกลือดองแผ่นดิน" (เทียบ มธ 5:13) น่าจะมีคำตอบเช่นเดียวกัน ความเลวร้ายที่ปรากฏในสังคมของเราคงไม่หมดไปถ้าคริสตชนคิดเพียงแต่จะหนีปัญหาให้ตนปลอดภัยโดยอยู่เฉยๆ

เพลงสดุดีที่ 12 คำอธิษฐานขอความช่วยเหลือให้พ้นจากคนโกง
   ผู้นิพนธ์เพลงสดุดีคร่ำครวญบทนี้ เป็นทุกข์ที่สังคมมนุษย์ขาดความซื่อสัตย์และความจริงใจต่อกัน เขาเห็นแต่การตีสองหน้าและการมุสา แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งมีพระวาจาน่าเชื่อถือที่สุด ทรงสัญญาว่าจะทรงยื่นพระหัตถ์เข้ามาปกป้องผู้อ่อนแอซึ่ งถูกเอารัดเอาเปรียบในสภาพการณ์เช่นนี้ พระเยซูเจ้าทรงสัญญาจะประทานอิสรภาพแท้จริงแก่ผู้ที่ติดตามพระองค์ ถ้าเขาพร้อมที่จะยืนหยัดปกป้องความจริงที่พระองค์ทรงสอน (เทียบ ยน 8:31-32)
เพลงสดุดีที่ 13
การวอนขอพระเจ้าด้วยความเชื่อ
สดด บทนี้เป็นร้องทุกข์ของผู้อยู่ในความยากลำบากและกล้าเข้ามาเผชิญหน้ากับพระเจ้า ขอให้ทรงช่วยเหลือโดยเร็ว ในตอ นแรกดูเหมือนว่าผู้ร้องทุกข์เกือบจะหมดหวัง แต่ในตอนท้ายเขาแสดงความยินดีและขอบพระคุณพระเจ้า ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคำภาวนาช่วยเขาให้รู้สึก ว่าพระเจ้าประทับอยู่กับเขาในยามยากเช่นนี้ เขาจึงพบความหวัง คำภาวนาแท้จริงจะนำความบรรเทาใจมาให้ผู้มีความเชื่ออยู่เสมอ

เพลงสดุดีที่ 14 ชะตากรรมของผู้ไม่นับถือพระเจ้า
   ผู้ที่พระคัมภีร์เรียกว่า "คนโง่" ซึ่งคิดว่าไม่มีพระเจ้านั้นไม่ใช่ผู้ที่ปฏิเสธพระเจ้า (อเทว์) เขาเพียงแต่คิดว่าพระเจ้าทรงอยู่ ห่างไกลในสวรรค์และไม่ทรงสนใจต่อความประพฤติของมนุษย์ ผู้นิพนธ์เพลงสดุดีคิดว่าในโลกนี้มีคน "โง่" จำพวกนี้มากมาย นักบุญเปาโลก็คิดเช่นนี้ด้วย "มนุษย์ทุกคนทำบาปและขาดพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า (เทียบ รม 3:10-19,23-25) เฉพาะพระพักตร์พระเจ้ามนุษย์ทุกคนเป็นคนบาปและต้องการให้พระเยซูคริสตเจ้าทรงกอบกู้

เพลงสดุดีที่ 15 คุณสมบัติของผู้นมัสการพระเจ้า
   สดด บทนี้เป็นเพลงแห่เข้าพระวิหารเพื่อประกอบศาสนพิธี สมณะเตือนประชาชนให้รู้ว่าผู้ที่จะเข้าภายในบริเวณพระวิหา รได้นั้นจำเป็นต้องมีคุณสมบัติเช่นไร เขาต้องมีความประพฤติดีงามตามศีลธรรมและมีความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนบ้านในสังคม พระเยซูเจ้าทรงเรียกร้องคุณสมบัติเช่นเดียวกัน ในการถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้า (เทียบ มธ 5:23-24)
เพลงสดุดีที่ 16
พระยาห์เวห์ทรงเป็นสมบัติล้ำค่า
สดด บทนี้เป็นคำภาวนาของชาวเลวีซึ่งไม่มีกรรมสิทธิ์ยึดครองที่ดินเหมือนชาวอิสราเอลเผ่าอื่นๆ (เทียบ กดว 18:20) พระเ จ้าทรงเป็น "ส่วนมรดก" เพียงอย่างเดียวของเขา เขาเลี้ยงชีพจากสิ่งของที่ประชาชนถวายแด่พระเจ้าในพระวิหารเท่านั้น เพื่อจะซื่อสัตย์ต่อการที่พระเจ้าทรงเรียกนี้ เขาจึงต้องไม่เข้าไปเกี่ยวข้องอะไรเลยกับการนับถือรูปเคารพ เขาดำเนินชีวิตอยู่ตลอดเวลาด้วยความยินดีเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์นี้จะคงอยู่ต่อไปหลังความตาย คริสตชนในสมัยแรกคิดว่าข้อท้ายๆ ของ สดด บทนี้กล่าวทำนายถึงการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้า (เทียบกจ 2:24-28) เพลง สดุดีบทนี้มีความหมายพิเศษสำหรับผู้ที่ละทิ้งทุกสิ่งเพื่อเป็นนักบวชติดตามพระคริสตเจ้า

เพลงสดุดีที่ 17คำวอนขอของผู้ถูกกล่าวหา
   เพลงอ้อนวอนบทนี้ เป็นคำภาวนาของผู้ถูกใส่ความเท็จที่หลบเข้ามาเฝ้าพระเจ้าในพระวิหาร เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตนและวอนขอความช่วยเหลือจากพระองค์ ซึ่งเป็นผู้วินิจฉัยที่ยุติธรรม ให้ทรงตัดสินว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ และทรงลงโทษผู้ท ี่ใส่ความเท็จเขา บรรดาปิตาจารย์ใช้ สดด บทนี้เป็นเสียงร้องของพระคริสตเจ้าเมื่อทรงรับทรมาน และเป็นเสียงร้องของพระศาสนจักรในยามถูกเบียดเบียน คริสตชนอาจใช้ สดด บทนี้เป็นคำภาวนาเพื่อบรรดาคริสตชนซึ่งกำลังถูกเบียดเบียน และเพื่อขอความปกป้องจากพระเจ้าให้พ้นจากศัตรูฝ่ายวิญญาณที่มีกล่าวอยู่ใน อฟ 6:12
เพลงสดุดีที่ 18
บทขอบพระคุณพระเจ้าของกษัตริย์
จั่วหน้าของ สดด บทนี้กล่าวพาดพิงถึงการที่กษัตริย์ดาวิดทรงได้รับความช่วยเหลือให้รอดพ้นจากศัตรู โดยเฉพาะจากกษัตริ ย์ซาอูล นับเป็นเพลงขอบพระคุณพระเจ้า (ข้อ 4-27) และเป็นการบรรยายถึงชัยชนะยิ่งใหญ่ที่พระเจ้า ผู้ทรงเป็นนักรบในสวรรค์ ประทานแก่พระองค์ท่าน (ข้อ 32-49) พระเจ้าประทานความสำเร็จนี้แก่กษัตริย์ดาวิด เพื่อให้พระสัญญาที่ทรงให้ไว้จะได้เป็นจริงในอนาคต (ข้อ 50; 2 ซมอ 7) บัดนี้พระสัญญาทั้งหลายเหล่านี้ได้เป็นความจริงอย่างสมบูรณ์เมื่อพระเยซู โอรสของกษัตริย์ดาวิด ทรงได้ชัยชนะอย่างสมบูรณ์เหนืออำนาจความชั่วร้ายทั้งมวล นักบุญเปาโลสอนว่าคริสตชนต้องมีอาวุธฝ่าย จิตสำหรับต่อสู้กับศัตรูด้วย คือมีความเชื่อเป็นดังโล่ มีพระจิตเจ้าเป็นประดุจดาบเพื่อต่อสู้กับอำนาจความชั่ว (เทียบ อฟ 6:16-17)

เพลงสดุดีที่ 19 พระยาห์เวห์ทรงสำแดงพระสิริรุ่งโรจน์ในสิ่งสร้างและในธรรมบัญญัติ
   ผู้มีตาแหลมเมื่อมองดูสิ่งสร้างตามธรรมชาติจะเห็นว่าโลกจักรวาลเปิดเผยความจริงอย่างเงียบๆให้เราเห็นพระอานุภา พและพระปรีชาของพระเจ้า และยังเป็นบทเพลงถวายเกียรติแด่พระองค์ด้วย พระองค์ทรงเปิดเผยความจริงเพิ่มเติมเมื่อประทานธรรมบัญญัติแก่ชาวอิสราเอลผ่านทางโมเสส และต่อมาพระองค์ทรงเปิดเผยความจริงให้แก่มวลมนุษย์โดยทางพระเยซูคริสตเจ้า ทำให้การเปิดเผยความจริงในธรรมชาติสำเร็จอย่างสมบูรณ์

เพลงสดุดีที่ 20บทภาวนาขอให้กษัตริย์ทรงมีชัยชนะ
   สดด เกี่ยวกับกษัตริย์บทนี้ใช้เป็นบทภาวนาสำหรับกษัตริย์แห่งอิสราเอล เมื่อจะทรงยกทัพออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูและใ นวันครบรอบปีพิธีราชาภิเษก คริสตชนอาจใช้เพลงสดุดีบทนี้ เพื่อภาวนาขอให้ชัยชนะของพระคริสตเจ้าเหนือบาปและความตายได้เกิดขึ้นอีกในพระศาสนจักรซึ่งกำลังสู้รบกับอำนาจความชั่วร้ายในโลก คริสตชนแต่ละคนยังอาจใช้ สดด บทนี้เป็นคำภาวนาขอกำลังจากพระเจ้าในการสู้รบกับศัตรูฝ่ายจิตของตนด้วย