Home

 

     - สมณกฤษฎีกาว่าด้วยงานแพร่ธรรม

     - ประกาศพระวรสารในโลกปัจจุบัน

     - พระสมณลิขิตเตือน
       “พระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้า”

  

 

 

     - คณะพลมารีย์

     - คณะวินเซน เดอ ปอล

     - คณะคูร์ซิลโล แห่งพระคริสตศาสนา

     - คณะเซอร่า

   - คณะแพร่ธรรมแห่งแม่พระฟาติมา

   - คณะอัศวินแห่งศีลมหาสนิท

   - คณะพระเมตตา

  

 

 

     - ข่าวคณะพลมารีย์

     - ข่าวคณะวินเซน เดอ ปอล

     - ข่าวคณะคูร์ซิลโล แห่งพระคริสตศาสนา

     - ข่าวคณะเซอร่า

     - ข่าวคณะแพร่ธรรมแห่งแม่พระฟาติมา

     - ข่าวคณะอัศวินแห่งศีลมหาสนิท

     - ข่าวคณะพระเมตตา

  

 

     - อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

     - วัดแม่พระฟาติมา

    

    

 

    

      

    

 

    

 

    

 

    

 

    

 

    
 

    

             ที่มา แผนกคริสตศาสนธรรมกรุงเทพฯ

เพลงสดุดีที่ 21บทเพลงขอบพระคุณสำหรับชัยชนะ
   สดด บทนี้คงเป็นเพลงสดุดีที่ใช้ในพิธีราชาภิเษก หรือวันครบรอบปีของพิธี ตำแหน่งที่อยู่ต่อจาก สดด 20 แสดงว่า สดด บทนี้เป็นเพลงขอบพระคุณ เมื่อพระราชาทรงมีชัยในการศึกกลับมาแล้ว คริสตชนอาจใช้ สดด บทนี้ขับร้องสรรเสริญพระคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพ ในฐานะที่ทรงพิชิตบาปและความตาย นอกจากนั้นยังเป็นบทภาวนาขอให้พระศาสนจักร ซึ่ งเป็นพระกายทิพย์ของพระองค์ รวมทั้งมนุษยชาติทั้งมวล ได้มีส่วนร่วมในชัยชนะของพระองค์ด้วย

เพลงสดุดีที่ 22 ความทุกข์ทรมานและความหวังของผู้ชอบธรรม
   ภาคแรกของ สดด บทนี้ (ข้อ 1-21) เป็นเพลงคร่ำครวญของบุคคลหนึ่ง ซึ่งรู้สึกว่าถูกพระเจ้าทรงทอดทิ้งอย่างสิ้นเชิงให้อ ยู่ในความทุกข์ แต่ในภาคที่สองเพลงคร่ำครวญเปลี่ยนความรู้สึกเป็นการแสดงความยินดีขอบคุณพระเจ้า เมื่อผู้อธิษฐานภาวนามั่นใจว่าความทุกข์ที่เขากำลังรับอยู่ จะมีประโยชน์สำหรับชนทั้งชาติ พระเยซูเจ้าตรัสข้อความในข้อแรกของ สดด บทนี้ เมื่อทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน จึงทำให้ สดด บทนี้เป็น "เพลงสดุดีเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์" (Messianic psalm) ที่กล่าวถึงการที่พระเยซูเจ้าทรงรับทรมาน กลับคืนพระชนมชีพและรับพระสิริรุ่งโรจน์

เพลงสดุดีที่ 23 ผู้เลี้ยงที่ดี
   เพลงสดุดีแสดงความหวังยอดนิยมบทนี้ใช้ภาพ 2 ภาพบรรยายถึงความรักความเอาพระทัยใส่ ที่พระเจ้าทรงมีต่อประชากรของพระองค์ พระองค์ทรงเป็น "ผู้เลี้ยงแกะ" ซึ่งนำฝูงแกะไปยังทุ่งหญ้าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด และทรงเป็น "เจ้าภาพ" ซึ่งจัดเตรียมโต๊ะอาหารชั้นยอดต้อนรับแขกที่มาหา ภาพของพระเจ้าในฐานะ "ผู้เลี้ยง(แกะ)ของอิสราเอล" (สดด 80:1) เป็นภาพที่ ปรากฏบ่อยๆในพันธสัญญาเดิม โดยเฉพาะในข้อเขียนของประกาศก (อสย 40:11; อสค 34:11-16) พระเยซูเจ้าทรงใช้ภารกิจคนเลี้ยงแกะเช่นนี้ตรัสถึงพระองค์ (ยน 10:11-18) ข้อเขียนในพันธสัญญาใหม่ฉบับหลังๆยังใช้ภาพนี้กล่าวถึงพระเยซูเจ้า (ฮบ 13:20; 1 ปต 2:25; วว 7:17) ข้อความที่กล่าวถึงน้ำ น้ำมันและเหล้าองุ่นชวนให้ระลึกถึงศีลศักดิ์สิทธิ์ในพิธีรับคริสตชนใหม่ คือ ศีลล้างบาป ศีลกำลังและศีลมหาสนิท

เพลงสดุดีที่ 24 เพลงแห่เข้าพระวิหาร
   สดด บทนี้บรรยายถึงการที่พระเจ้าเสด็จเข้าพระวิหารในพิธีกรรมของพระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็มในสมัยโบราณ บทเพลงเริ่มโดยกล่าวถึงการแบกหีบพันธสัญญา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการประทับอยู่ของพระเจ้าเข้าขบวนแห่ เมื่อมาถึงประตูพระวิหารก่อนจะเข้าไปก็มีพิธีเตือนให้ผู้ร่วมพิธีระลึกว่าเพื่อจะเข้ามาร่วมพิธีในพระวิหารได้ พระเจ้าทรงเรียกร้องคุณสมบัติทางศีลธรรมประการใดบ้าง ต่อจากนั้นจึงเป็นคำเชิญชวนประตูพระวิหารให้เปิดออกรับเสด็จพระเจ้า ซึ่งทรงเป็นพระราชาผู้ทรงพ ระสิริรุ่งโรจน์และทรงชัยชนะแห่งอิสราเอล คริสตชนแต่ละคนในขณะนี้ก็เป็นพระวิหารที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเคาะประตู เพื่อจะได้ทรงรับเชิญเข้าไปข้างในและเสวยพระกระยาหารกับเขา (วว 3:20)

เพลงสดุดีที่ 25 คำภาวนาขอความช่วยเหลือ
   สดด บทนี้แต่งเป็นกลบทอักษรในแบบ "เพลงอ้อนวอน" แต่ก็มีข้อความแบบปรีชาญาณแทรกเข้ามาด้วย (ข้อ 8-14) เนื้อ หากล่าวถึงความซื่อสัตย์ของผู้ต่ำต้อยที่ยอมรับว่าตนเป็นคนบาป จึงวอนขอให้พระเจ้าทรงอภัยบาปและนำชีวิตของตน เพราะเขารู้ดีว่าพระองค์ทรงความดีล้นเหลือ ความรู้สึกของผู้นิพนธ์เพลงสดุดีเป็นท่าทีทางจิตใจของ "ผู้ต่ำต้อย" "ผู้ยากจน" (anawim) ของพระเจ้าซึ่งไม่มีความหวังในผู้ใดนอกจากในพระองค์เท่านั้น

เพลงสดุดีที่ 26 คำภาวนาของผู้ชอบธรรม
สดด บทนี้อาจเป็นคำภาวนาของชนเลวีคนหนึ่งที่ถูกใส่ร้ายกล่าวหา (ดูข้อ 6-8) เขาจึงป้องกันตนเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ทู ลขอให้พระองค์ทรงมาเป็นพยานความบริสุทธิ์ของเขา เราอาจรู้สึกว่าผู้ภาวนาคนนี้มั่นใจเกินไป ในการยืนยันความถูกต้องของตน แต่ถ้อยคำเช่นนี้เป็นเพียงแต่วิธีการที่จะบอกให้รู้ว่าเขามีความปรารถนาแน่วแน่ที่จะหลีกเลี่ยงการกระทำผิดทั้งมวล เมื่อเข้าใจเช่นนี้เราคริสตชนจึงอาจใช้ สดด บทนี้เป็นคำภาวนาได้โดยไม่ต้องรู้สึกว่าเป็นการโอ้อวดความศรัทธา เรายังต้องจดจำไว้ด้วยว่าถ้าเรามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระคริสตเจ้ามากเท่าใด เราก็ยิ่งจะยืนยันความบริสุทธิ์ของเราได้มากเท่านั้น (รม 8:1) ท่าทีเช่นนี้แตกต่างโดยสิ้นเชิง กับท่าทีศรัทธาแต่เพียงภายนอกของชาวฟาริสีที่พระเยซูเจ้าทรงประณาม (ลก 18:9-14)

เพลงสดุดีที่ 27 บทภาวนาแสดงความวางใจในพระเจ้า
   สดด บทนี้แบ่งได้เป็น 2 ตอน ตอนแรก (ข้อ 1-6) แสดงความวางใจอย่างเต็มที่ต่อพระเจ้า ส่วนตอนที่สอง (ข้อ 7-12) เป็ นคำอ้อนวอนของผู้ที่ถูกใส่ร้ายกล่าวหา ถึงกระนั้นก็ไม่มีความขัดแย้งกัน เพราะท่าทีทั้งสองนี้สับเปลี่ยนกันอยู่เสมอในชีวิตจริง ความเชื่อมั่นในพระเจ้า มิได้ห้ามเราไม่ให้ทูลวอนพระเจ้าในการภาวนา ให้ทรงทราบถึงความทุกข์ยากของเรา ตามความเชื่อของคริสตชน วลี "แดนของผู้เป็น" ในข้อ 13 อาจหมายถึงชีวิตหน้ากับพระเจ้า

เพลงสดุดีที่ 28 คำภาวนาวอนขอและขอบพระคุณ
   สดด บทนี้เป็นคำภาวนาของผู้ป่วยในสภาพหมดหวัง พระเจ้าทรงนิ่งเฉยอยู่และผู้คนรอบด้านหามีใครสักคนเป็นมิตรแท้ แ ต่ในที่สุด (ข้อ 6) พระเจ้าก็ทรงฟังและตอบคำอ้อนวอนของเขา ข้อความ 2 ข้อสุดท้ายทำให้เพลงสดุดีบทนี้เป็นคำภาวนาสำหรับประชากรอิสราเอลทั้งชาติพร้อมกับพระราชา

เพลงสดุดีที่ 29 พระยาห์เวห์ทรงสำแดงพระอานุภาพในพายุ
   สดด บทนี้เป็นเพลงสรรเสริญพระเจ้า ผู้ทรงอำนาจเหนือสายฟ้าและพายุ อาจได้เค้าความมาจากบทเพลงของชาวคานาอั นที่ใช้สรรเสริญพระบาอัลฮาดัด เทพเจ้าแห่งพายุ ผู้นิพนธ์คิดว่าเสียงฟ้าร้องคือพระสุรเสียงของพระเจ้า ซึ่งแสดงอานุภาพทำลายล้างในธรรมชาติ แต่เขามิได้มีความกลัวเลย พระเจ้าผู้ทรงอานุภาพซึ่งประทับอยู่เหนือห้วงน้ำแห่งพายุนี้ ยังทรงเป็นพระเจ้าที่ประทานพระพรและสันติอีกด้วย เมื่อพระเยซูเจ้าทรงสมภพที่เมืองเบธเลเฮม บทเพลงของบรรดาทูตสวรรค์ก็สะท้อน สดด บทนี้ด้วย "พระสิริรุ่งโรจน์ในสวรรค์และสันติบนแผ่นดิน" (เทียบ ลก 2:14)

เพลงสดุดีที่ 30 บทขอบพระคุณที่ได้พ้นจากโรคร้ายถึงชีวิต
   สดด บทนี้เป็นบทเพลงแสดงความยินดีและขอบพระคุณพระเจ้าที่ผู้ขับร้องได้รับการรักษาให้หายจากโรคร้าย เขาเข้าไปสัมผัสกับความตายอยู่แล้ว จึงรู้สึกว่าชีวิตเป็นของประทานล้ำค่าจากพระเจ้า เราพบว่าผู้นิพนธ์ใช้ข้อความที่ตรงข้ามกันอย่างแรงเพื่อแสดงการผ่านจากความเจ็บป่วยมารับสุขภาพคืนมา เช่น ผ่านจากความตายมาสู่ชีวิต ผ่านจากพระพิโรธของพระเ จ้ามารับพระพรของพระองค์ ผ่านจากการร้องไห้มาสู่ความยินดี ผ่านจากความกลัวมาสู่ความมีใจสงบ ผ่านจากการไว้ทุกข์มาเริงระบำ ทิ้งเสื้อผ้าไว้ทุกข์มาชื่นชมยินดี คริสตชนอาจใช้ สดด บทนี้เพื่อขอบพระคุณสำหรับการสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจ้า ซึ่งรักษาเราให้หายจากบาป และเป็นประกันว่าสักวันหนึ่งเราก็จะกลับคืนชีพมารับชีวิตนิรันดรอย่างแน่นอน

เพลงสดุดีที่ 31 คำภาวนาในยามถูกทดลอง
   สดด บทนี้เป็นบทเพลงที่แสดงทั้งความวางใจในพระเจ้า เป็นการร้องหาพระองค์ของผู้ที่กำลังทนทุกข์อย่างหมดหวัง ทั้งยังเป็นการที่ผู้ภาวนาได้พบความหวัง และขอบพระคุณพระเจ้า ความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้มักจะมีผสมผสานกันอยู่ในชีวิตจริงของเราด้วย เราพบข้อความเช่นนี้ใน "คำสารภาพของประกาศกเยเรมีย์"  (ยรม 17:14-18; 20:7-18) พระเยซูเจ้าเมื่อทรงถู กตรึงบนไม้กางเขนก็ใช้ข้อความจาก สดด บทนี้ (ข้อ 6) ทูลพระบิดาเมื่อทรงมอบชีวิตของพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระบิดาด้วย (ลก 23:46)

เพลงสดุดีที่ 32 การยอมรับผิด
   สดด บทนี้เป็นบทที่ 2 ในชุด "เพลงสดุดีขอสมาโทษ" (Penitential Psalms คือ สดด 6; 32; 38; 51; 102; 130; 143) แต่แสดงความยินดีมากกว่าความตรอมใจ เป็นความยินดีที่ได้รับอภัยบาปเพราะได้ยอมรับผิดและสารภาพความผิดนั้นแล้ว ภาคหลังของ สดด บทนี้เป็นคำสอนให้รู้จักภาวนาด้วยความถ่อมตน โดยเฉพาะในยามที่รู้สึกว่าบาปกำลังทับถมตนอยู่ วิธีการถูกต้องที่จะนำความสงบใจมาให้ก็คือการกลับใจ และสารภาพบาปที่ได้ทำ นักบุญเปาโลใช้ข้อความตอนต้นของ สดด บทนี้เพื่อเฉลิมฉลองการอภัยบาปที่เราได้รับในองค์พระคริสตเจ้า (รม 4:6-8)

เพลงสดุดีที่ 33 เพลงสรรเสริญพระญาณเอื้ออาทร
   สดด บทนี้เป็นเพลงสรรเสริญพระเจ้าผู้ทรงเนรมิตสร้างสกลจักรวาลและทรงธำรงรักษาไว้ด้วยพระอานุภาพแห่งพระวาจาของพระองค์ พระองค์ยังทรงเป็นเจ้านายปกครองโลกและประวัติศาสตร์ ซึ่งอำนาจมนุษย์ไม่อาจขัดขวางได้ พระองค์ทรงพระญาณเอื้ออาทรดูแลทุกสิ่งที่ทรงสร้างมา นักบุญเปาโลกล่าวถึงธรรมล้ำลึกประการนี้ คือพระประสงค์อันเร้นลับของพระเจ้าซึ่ งบัดนี้สำเร็จเป็นความจริงแล้วอย่างสมบูรณ์ในพระคริสตเจ้า (เทียบ อฟ 1:9) สำหรับชีวิตของมวลมนุษย์

เพลงสดุดีที่ 34 สรรเสริญความเที่ยงธรรมของพระเจ้า
   สดด บทนี้เป็นคำประพันธ์ในรูปกลบทอักษร ภาคแรกเป็นเพลงขอบพระคุณพระเจ้า ที่ทรงปกป้องคุ้มครองผู้เชื่อในพระอ งค์และประสบความขัดสน ผู้ประพันธ์พูดจากประสบการณ์ส่วนตัวที่รู้ว่าในชีวิตตนได้รับความคุ้มครองดูแลจากพระเจ้า ส่วนภาคที่สองเป็นคำสอนในแบบวรรณกรรมปรีชาญาณ ที่สอนผู้ฟังว่า ความยำเกรงพระเจ้าซึ่งหมายถึงการหลีกหนีความชั่ว และทำความดี เป็นหนทางเดียวที่นำไปสู่ความสุขแท้จริง

เพลงสดุดีที่ 35 คำภาวนาของผู้ชอบธรรม ยามถูกเบียดเบียน
   สดด บทนี้เป็นคำรำพันอย่างขมขื่นของผู้ชอบธรรมซึ่งถูกคนที่เคยเป็นเพื่อน กลับเป็นศัตรูที่คอยเบียดเบียน ใส่ความกล่าว หา เขาจึงวอนขอพระเจ้าให้ทรงพิพากษาตัดสินว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์และทรงลงโทษผู้ทำผิด เพลงสดุดีบทนี้สะท้อนความรู้สึกและประสบการณ์ของประกาศกเยเรมีย์ (ยรม 20:10-13) และยังกล่าวล่วงหน้าถึงการสร้างพยานเท็จกล่าวหาพระเยซูเจ้า เมื่อทรงถูกพิจารณาคดีในศาลสูง (มธ 26:57-62) บรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้าทุกยุคทุกสมัย ก็จะถูกใส่ความกล่าวหาด้วยเช่นเดียวกัน บรรดาคริสตชนจึงต้องประพฤติตามแบบอย่างของพระอาจารย์ในการให้อภัยแก่ศัตรูผู้เบียดเบียน และภาวนาให้เขา แทนที่จะสาปแช่ง
เพลงสดุดีที่ 36
ความชั่วร้ายของคนบาปและพระทัยอารีของพระเจ้า
สดด บทนี้แต่เดิมอาจเป็นบทประพันธ์ 2 บทที่ถูกนำมารวมกัน (ข้อ 1-4 และข้อ 5-12) ภาคแรกกล่าวถึงท่าทีผิดๆของคนบาปซึ่งคิดว่าพระเจ้าจะไม่ทรงลงโทษความผิดของเขา ส่วนภาคที่สองกล่าวถึงพระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา และจะทรงอวยพรทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีความซื่อสัตย์ต่อพระองค์ สำหรับคริสตชนที่มีความเชื่อ ความชั่วช้ามากมายที่มีอยู่ในโลกต้องไม่ทำให้เ ขาหมดหวัง ความดีของพระเจ้าและความรักที่ทรงมีต่อสิ่งสร้างของพระองค์นั้นยิ่งใหญ่และมีพลังมากกว่าความชั่ว ความคิดเช่นนี้ต้องให้กำลังใจและความบรรเทาใจแก่ทุกคน

เพลงสดุดีที่ 37 ชะตากรรมของคนชอบธรรมและคนอธรรม
   สดด บทนี้เป็นวรรณกรรมประเภท "ปรีชาญาณ" และยังแต่งในรูปกลบทอักษรด้วยเช่นเดียวกับ สดด 9/10 ผู้ประพันธ์ซึ่ง ดูเหมือนจะเป็นผู้อาวุโส ให้คำแนะนำแก่เยาวชนที่ยังไม่มีประสบการณ์ในชีวิต และอาจแปลกใจหรือท้อแท้เมื่อเห็นความเจริญรุ่งเรืองของคนชั่ว ประสบการณ์เช่นนี้ดูเหมือนจะขัดกับคำสอนดั้งเดิมที่ว่าพระเจ้าทรงให้รางวัลคนดีและทรงลงโทษคนชั่ว ผู้ประพันธ์เชื่อว่าการเป็นคนดีแต่ประสบกับความทุกข์นั้นดีกว่าการเป็นคนชั่วที่ประสบความสำเร็จมีผู้นิยมชมชอบ เขาจึงเตือนผู้ฟังให้อย่าไปอิจฉาคนชั่วเหล่านั้น เพราะความรุ่งเรืองของคนชั่วนั้นไม่จีรังยั่งยืน จะสิ้นสุดในไม่ช้า

เพลงสดุดีที่ 38 คำภาวนาในยามทุกข์ร้อน
   สดด บทนี้เป็นบทที่ 3 ในชุด "เพลงสดุดีขอสมาโทษ" (ดู สดด 6) เป็นการรำพันถึงความทุกข์ของบุคคลหนึ่งที่ต้องทนทุกข์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งเขาคิดว่าเป็นผลของบาปที่เขาได้ทำไว้ เช่นเดียวกับโยบ (6:4; 19:13-21) เขาทนทุกข์อย่างสงบ ไม่ประท้วงพระเจ้า ความเกลียดชังจากศัตรูทำให้เขาเป็นทุกข์หนักขึ้น บรรดามิตรสหายก็ทอดทิ้งเขา ในที่สุดเขาไม่รู้ ว่าจะหันหน้าไปหาผู้ใดได้ จึงทำได้แต่เพียงขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า พระศาสนจักรใช้ สดด บทนี้ในพิธีกรรมวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ คริสตชนจึงเข้าใจว่าผู้ประพันธ์เพลงสดุดีเป็นรูปแบบของพระคริสตเจ้าผู้ทรงแบกบาปของมนุษยชาติและทรงทนทรมานอย่างสงบเงียบ สดด บทนี้เป็นบทภาวนาของทุกคนที่กำลังทนทุกข์ทั้งทางกายและทางจิตใจได้เป็นอย่างดี

เพลงสดุดีที่ 39 พระเจ้าทรงเป็นความหวังของมนุษย์
   ใน สดด ประเภทอ้อนวอนบทนี้ ผู้ประพันธ์ป่วยหนักและเชื่อว่าตนจะต้องตายแน่ๆ เขาตั้งใจอยู่อย่างสงบเงียบ ไม่ร้องคร่ำครวญ เพื่อไม่ให้ศัตรูดีใจที่เขาประสบความทุกข์ แต่ในที่สุดเขาก็ทนเงียบอยู่ต่อไปไม่ได้ ต้องทูลถามพระเจ้าว่าเขายังมีชีวิตสั้นๆนี้เหลืออยู่อีกเท่าไร เขาไม่ได้บ่นว่าพระเจ้า เพียงแต่วอนขอพระองค์ให้อภัยบาปของเขาซึ่งเขาคิดว่าเป็นเหตุให้เขาต้อ งเจ็บป่วยเช่นนี้ เขาคิดว่าชีวิตของเขาเป็นเสมือนคนเดินทางซึ่งอยู่ที่นี่วันนี้และต้องจากไปวันรุ่งขึ้น คริสตชนอาจมีความรู้สึกโดดเดี่ยวเช่นนี้ได้ แต่เขาก็มีภาษีดีกว่าผู้ประพันธ์เพลงสดุดีบทนี้ เพราะเขามีความเชื่อในการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้าซึ่งประทานความหวังและชีวิตแก่ทุกคนที่เป็นศิษย์ติดตามพระองค์

เพลงสดุดีที่ 40 เพลงขอบพระคุณและภาวนาขอความช่วยเหลือ
   สดด บทนี้เรียงลำดับความคิดในแบบไม่ธรรมดา คือเริ่มด้วยการขอบพระคุณและความหวัง (ข้อ 2-13) แล้วจบด้วยคำอ้อ นวอนขอให้ทรงช่วยให้รอดพ้น (ข้อ 14-17) ภาคที่สองนี้เหมือนกันกับ สดด 70 จึงชวนให้คิดว่าแต่เดิมคงเป็นเพลงสดุดี 2 บทซึ่งถูกนำมารวมกัน ฮบ 10:5-7 เชิญชวนเราให้ฟังถ้อยคำในข้อ 7-9 ว่าเป็นถ้อยคำที่พระคริสตเจ้าตรัส ข้อความนี้มิได้หมายความว่าการถวายบูชาไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป แต่หมายความว่าการถวายตนแด่พระเจ้า โดยพร้อมที่จะเชื่อฟังพระองค์ตลอดเวลานั้นมีความสำคัญมากกว่า (เทียบ 1 ซมอ 15:22; ฮชย 6:6)